Like Box

วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ชม 2019 Porsche Cayenne E-Hybrid เอสยูวีหรูรักษ์โลกพลังแรง

  Porsche ถือว่าประสบความสำเร็จกับรถ Plug-In Hybrid ซึ่งได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายทีเดียว และล่าสุดไม่นานนี้ค่ายรถคุณอ๊บแห่งแดนไส้กรอกก็ได้ทำการเปิดตัว Porsche Cayenne E-Hybrid โฉมใหม่ล่าสุดปี 2019 มาให้เหล่าสาวกได้เชยชมกันแล้ว

  Porsche Cayenne E-Hybrid โฉมใหม่ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบชาร์จความจุ 3.0 ลิตร V6 ที่ให้พละกำลัง 335 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร และยังติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่มีกำลัง 14.1 กิโลวัตต์ชั่วโมงโดยใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีพละกำลัง 134 แรงม้า  แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร เมื่อรวมกำลังทั้งระบบจะอยู่ที่ 455 แรงม้า อัตราเร่งตั้งแต่ 0-96 กม./ชม. จะอยู่ที่ 4.7 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 252 กม./ชม.

ตัวแบตเตอรี่มีขนาดที่ใกล้เคียงกับ Cayenne S E-Hybrid รุ่นก่อนหน้า แต่ของใหม่จะได้รับการออกแบบให้มีกำลังสูงขึ้นและความหนาแน่นของพลังงานมากขึ้น เมื่อใช้กำลังไฟฟ้า 100% สามารถวิ่งได้ในระยะทาง 44 กิโลเมตร  และทำความเร็วสูงสุดไม่เกิน 133 กม./ชม.

เมื่อแบตเตอรี่หมดสามารถนำไปชาร์จจนเต็มโดยใช้เวลาประมาณ 7.8 ชั่วโมงเมื่อใช้อุปกรณ์ชาร์จไฟขนาด 3.6 กิโลวัตต์ ด้วยกำลังไฟ 230 โวลต์ 10 แอมป์ เวลาการชาร์จจะลดเหลือแค่ 2.3 ชั่วโมงเท่านั้นเมื่อใช้อุปกรณ์ขนาด 7.2 กิโลวัตต์ กำลังไฟ 230 โวลต์กับ 32 แอมป์

  ภายนอกไม่มีการเปลี่ยนแปลงดีไซน์จากรุ่นปกติมากนัก มีเพียงแค่การเปลี่ยนคาลิปเปอร์เบรกเป็นสีเขียว รวมทั้งป้ายโลโก้บนรถที่เสริมด้วยสีเขียว และที่ขาดไม่ได้ก็คือที่เสียบชาร์จไฟนั่นเอง

  ส่วนภายในห้องโดยสารจะมากับแผงหน้าปัดและหน้าจอระบบ Infotainment ที่ออกแบบการแสดงผลสำหรับเวอร์ชั่น E-Hybrid โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบ Auxiliary Cabin Conditioning System , Sport Chrono Package และระบบการจัดการช่วงล่าง Suspension Active Porsche อีกด้วย

  นอกจากนี้ลูกค้ายังนำเสนอฟีเจอร์อื่นๆ ได้แก่ กระจกหน้าปรับอุ่นได้ , หน้าจอ Head-Up Display , เบาะนั่งพร้อมฟังก์ชั่นนวด ลูกค้ายังสามารถสั่งซื้อล้อขนาด 22 นิ้วได้อีกด้วย

   Porsche Cayenne E-Hybrid 2019 จะมีราคาตั้งแต่ 79,900 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,551,000 บาท

ที่มา Carscoops

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

Ford F-150 Raptor MY2019 เน้นปรับปรุงการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น

  Ford ได้ทำการปรับปรุงกระบะ Full-Size สมรรถนะสูงสุดหล่ออย่าง Ford F-150 Raptor โมเดลปี 2019 โดยการปรับครั้งนี้ไม่ได้เน้นที่การปรับรูปโฉม แต่ปรับด้านการขับขี่เป็นหลัก

  โดย Ford F-150 Raptor MY2019 จะติดตั้งโช้คอัพชุดใหม่จาก FOX ที่มากับเทคโนโลยีใหม่ "Live Valve" ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะตรวจสอบอาการสั่นสะทือนแบบเรียลไทม์โดยติดตั้งเซ็นเซอร์ไว้บริเวณช่วงล่างและตัวถังของรถ ซึ่งส่งผลให้มีการขับขี่ที่ดีขึ้น นุ่มนวลมากขึ้น และลดการกระแทกบริเวณใต้ท้องรถอีกด้วย

  เทคโนโลยี Live Valve จะทำงานร่วมกับระบบปรับสภาพการขับขี่ Terrain Management System ของ Ford โดยการปรับปรุงดังกล่าวยังช่วยให้รถสามารถขับขี่บนเส้นทางหฤโหดได้ด้วยความเร็วสูงมากกว่าเดิมด้วย

  Ford F-150 Raptor MY2019 ยังมากับระบบควบคุมความเร็ว Trail Control ซึ่งมีหลักการทำงานเหมือน Cruise Control โดยสามารถควบคุมได้ในช่วงความเร็วต่ำ , บนเส้นทางขรุขระ , ช่วยปรับกำลังและช่วยเบรคให้กับล้อทั้งสี่ได้ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถโฟกัสไปที่การควบคุมพวงมาลัยได้เต็มที่ ระบบนี้จะทำงานที่ความเร็วสูงสุด 0-32 กม./ชม.

  การเปลี่ยนแปลงภายนอกนั้นไม่ได้มีการปรับปรุงหน้าตาใหม่อะไรทั้งนั้น มีเพียงแค่ปรับเปลี่ยนกันกระแทกฝาปิดด้านท้ายใหม่เล็กน้อย รวมทั้งการเปลี่ยนล้อลายใหม่ และยังมีทางเลือกสีใหม่ ได้แก่ สีน้ำเงิน Ford Performance Blue , สีน้ำเงิน  Velocity Blue , สีดำ Agate Black
 
  ส่วนภายในห้องโดยารจะมากับเบาะนั่งคู่หน้าที่มีความสปอร์ดมากขึ้น ซึ่งผลิตโดย Recaro ตกแต่งด้วยหนังแบบ Alcantara สีน้ำเงิน และมีการตัดเย็บตะเข็บแบบใหม่

  ปิคอัพสมรรถนะสูงสุดหล่อคันนี้จะเริ่มผลิตที่โรงงาน Ford ในเดียร์บอน สหรัฐอเมริกา และวางจำหน่ายในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีหรือช่วงปลายปีนี้นั่นเอง

  ส่วนชาวไทยถ้าใครอยากได้คงต้องนำเข้ามาเองครับ

ที่มา Carscoops
 

วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

Aston Martin DB11 AMR ที่สุดของรุ่นกับพละกำลัง 630 แรงม้า

  Aston Martin เปิดตัว DB11 AMR ตัวแรงระดับเรือธงของค่าย ซึ่งได้ทำการเปิดตัวไปพร้อมๆกับศูนย์ AMR Performance Center ของค่ายที่ตั้งอยู่ในสนาม Nurburgring นั่นเอง

 Aston Martin DB11 AMR จะทำการติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน V12 ขนาด 5.2 ลิตรทวินเทอร์โบที่อัปเกรดขุมพลังให้มีพละกำลังเพิ่มขึ้น 639 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดที่ปรับปรุงใหม่จนทำให้รถสามารถเร่งจาก 0-96 กม./ชม. ในเวลา 3.5 วินาที ก่อนทะยานไปสู่ความเร็วสูงสุดที่ 334 กม./ชม.

   นอกจากการปรับปรุงสมรรถนเครื่องยนต์แล้ว ทาง Aston Martin ยังปรับปรุงในส่วนของแซสซีส์ใหม่ รวมทั้งระบบเฟืองท้ายแบบ Limited-slip และ ระบบปรับช่วงล่าง Adaptive Damper

  การตกแต่งภายนอกจะเน้นการตกแต่งโดยใช้วัสดุสี Gloss Black และ คาร์บอนไฟเบอร์บริเวณกระจังหน้า ลิ้นกันชนหน้า รวมทั้งรายละเอียดภายในโคมไฟหน้า นอกจากนี้ยังมากับหลังคาสีดำ Glass Black , กระจกมองข้างคาร์บอนไฟเบอร์ ไฟท้ายเปลี่ยนโทนสีใหม่ และล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วรมดำ

   ภายในของรถ ผู้ขับขี่จะพบกับพวงมาลัยดีไซน์สปอร์ต เบาะหนังที่ตกแต่งด้วยแถบสีเขียวมะนาวตรงกลาง วัสดุที่ใช้หุ้มเบาะจะเป็นหนัง Alcantara พร้อมสลักโลโก้ AMR บริเวณพนักพิงศีรษะ และสคัฟเพลท

  สำหรับลูกค้าที่อยากได้ความพิเศษมากขึ้นก็สามารถสั่งรุ่น "Limited Edition" ที่จะผลิตจำนวนจำกัด 100 คัน โดยภายนอกจะมากับสีตัวถัง Stirling Green เสริมด้วยสีเขียวมะนาวรอบคัน ภายในจะตกแต่งด้วยหนังแบบ Dark Knight พร้อมเบาะสี Satin Dark Chrome และตกแต่งภายในด้วยโทนสี Satin Carbon Fiber

   ลูกค้ายังสามารถสั่งซื้อฝาครอบเครื่องยนต์แบบคาร์บอนไฟเบอร์และท่อไอเสียคาร์บอนไฟเบอร์ AMR ได้อีกด้วย รวมทั้งยังมีพวงมาลัยที่ตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์และชุดกระเป๋าเดินทางที่ออกแบบให้เข้ากับรถด้วย

   สำหรับราคาค่าตัวนั้นจะเริ่มต้นที่ 174,995 ปอนด์ในประเทศอังกฤษ หรือประมาณ 7,548,000 บาทไทย ราคานี้ยังไม่รวมภาษีสรรพสามิตในไทย การส่งมอบรถจะเริ่มต้นในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

ที่มา Carscoops

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

BMW ปล่อยคลิปทดสอบ All-New BMW X5 เปิดตัวภายในปีนี้แน่นอน

  ค่าย BMW ปล่อยคลิปรถทดสอบ All-New BMW X5 กับการทดสอบบนเส้นทางออฟโรดในรูปแบบต่างๆ ลั่นพร้อมเปิดตัวไม่เกินปลายปีนี้แน่นอน (ในต่างประเทศ ไม่ใช่ไทยนะครับ)

  จากข้อมูลของ BMW นั้น ระบุว่า X5 เจเนเรชั่นใหม่จะมากับประสิทธิภาพที่รองรับการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดได้มากขึ้น ดังนั้นไม่แปลกใจถ้าหากได้ดูคลิปรถทดสอบจะเห็นว่าทาง BMW ได้นำรถทดสอบ X5 ไปวิ่งทั้งบนเส้นทางดิน ทราบ รวมทั้งหิมะอีกด้วย

  All-New BMW X5 จะนำเสนอระบบช่วงล่างและแซสซีส์ใหม่ที่มีความพิเศษโดยเฉพาะในรุ่นนี้ จะมีการติดตั้งแพ็คเกจ Off-Road ซึ่งจะมีความสมดุลทั้งในด้านการขับขี่แบบออฟโรด ในขณะเดียวกันก็ยังคงความสบายในการขับขี่บนท้องถนนทั่วไปอีกด้วย เพียงแค่กดปุ่มควบคุมเท่านั้น ก็สามารถนำรถไปขับขี่บนเส้นทางหิมะ ทราย หิน หรือ กรวดได้แบบสบายๆ นอกจากนั้นแล้วจะมีการนำเสนอระบบช่วงล่าง Adaptive M Suspension Professional และ ระบบพวงมาลัย Integral Active Steering เป็นครั้งแรกใน X5 อีกด้วย

  นาย Harald Krüger ประธานของ BMW กล่าวว่า All-New BMW X5 จะมีการเปิดตัวภายในช่วงปลายปีนี้อย่างแน่นอน แต่ยังอุบไว้ว่าช่วงไหนของปี ซึ่งก็มีการคาดการณ์ว่าอาจจะเปิดตัวภายในงาน Paris Motor Show 2018 ช่วงเดือนกันยายน ก็เป็นได้

  จากรถทดสอบก็จะเห็นว่า All-New BMW X5 จะมีรูปลักษณ์ที่ดูโฉบเฉี่ยวและก้าวร้าวมากขึ้น กระจังหน้าไตคู่ออกแบบให้มีขนาดใหญ่โตมากขึ้นกว่าเดิม กันชนหน้ามีช่องระบายอากาศที่ใหญ่กว่าเดิม ไฟหน้าทรงใหม่ที่ดูสวยงามโฉบเฉี่ยวขึ้นพร้อมกับไฟ LED Daytime Running Lights ภายในโคม

  ทรวดทรงตัวถังรถก็ยังคงเอกลักษณ์เดิมไว้เหมือน BMW รุ่นอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามนั้นรถก็มีการขัดเกลาเส้นสายตัวรถใหม่ ออกแบบทรวดทรงตัวถังให้ใหญ่โตขึ้นส่งผลให้ภายในจะมีความสะดวกสบายในการโดยสารที่ดีกว่าเดิม

  ส่วนภายในห้องโดยสารก็จะมีการออกแบบปุ่มควบคุมต่างๆและสวิตซ์ดีไซน์ใหม่ และมีดีไซน์คอนโซลหน้าที่ดูทันสมัยกว่าเดิม เข้ามาก็จะเห็นชุดหน้าปัดแบบดิจิตอล รวมทั้งติดตั้งระบบ iDrive เวอร์ชั่นล่าสุดด้วย

  ทางด้านขุมพลังยังคงไม่มีข้อมูลออกมา แต่ก็แน่นอนว่าน่าจะมีทางเลือกเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลเทอร์โบชาร์จ โดยในเครื่องเบนซินอาจจะมีเครื่องความจุ 2.0 ลิตร 4 สูบที่มากับพละกำลัง 252 แรงม้า  รวมทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตรบล็อกใหม่ที่กำลังพัฒนาอยู่ และน่าจะมีพละกำลังราวๆ 340 แรงม้าและสุดท้ายก็น่าจะมีเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.4 ลิตร พละกำลัง 600 แรงม้าด้วย นอกจากนี้ก็น่าจะมีเครื่องยนต์ดีเซลหลากหลายเครื่องที่มีพละกำลังตั้งแต่ 231-400 แรงม้า รวมทั้งขุมพลังแบบ Plug-In Hybrid ให้เลือก

ชมคลิปทดสอบ BMW X5 ได้ด้านล่างนี้ครับ!

 

ที่มา Carscoops

วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ข้อมูลเบื้องต้น Honda HR-V Minor Change ก่อนเปิดตัวในไทยเร็วๆนี้

  เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่หลายคนรอคอยการเปิดตัวว่าจะเปิดตัวเมื่อไหร่ ที่พูดถึงก็คือ Honda HR-V Minor Change ซึ่งทาง Honda ก็ค่อนข้างปิดข่าวได้เงียบจนแทบไม่รู้ความเคลื่อนไหวเลย และล่าสุดตอนนี้เราก็ได้พบเจอข้อมูลคร่าวๆของ Honda HR-V Minor Change เวอร์ชั่นไทยแล้ว

  เพจ Facebook "พระราม 3 กรุ๊ป ฮอนด้าออโตโมบิล สาขา หัวลำโพง 086-008-8889 เคี้ยง" ให้ข้อมูลว่า Honda HR-V Minor Change จะมีทางเลือกรุ่นย่อย ทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ E , EL และ รุ่นย่อยใหม่ RS ส่วนรุ่น S และ E Limited ไม่ได้ไปต่อ


  ภายในห้องโดยสารจะมีใช้โทนสีดำทุกรุ่น จะมีการเปลี่ยนแปลงดีไซน์เบาะนั่งใหม่รวมทั้งได้จอสัมผัสวิทยุดีไซน์ใหม่เช่นเดียวกัน

  ขุมพลังก็น่าจะยังคงใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร มากับพละกำลัง 141 แรงม้าที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 172 นิวตันเมตรที่ 4,300 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT

  ทางด้านระบบความปลอดภัยจะมีการแนะนำ 3 ระบบใหม่ดังต่อไปนี้ ใครที่รอ Honda Sensing อาจจะต้องผิดหวัง เพราะ Honda ยังไม่ใส่มาให้ง่ายๆ
- ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda Lanewatch) - ระบบเตือนและช่วยเบรคที่ความเร็วต่ำ (City Brake Active System)
- ระบบล๊อครถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)

  สีัตัวถังของรถจะมีให้เลือก 5 สี ได้แก่
- สีขาวออร์คิด (มุก)
- สีเทารูสแบล็ก (เมทัลลิก)
- สีดำคริสตัล (มุก)
- สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก)
- สีแดงแพสชั่น (มุก) * สีใหม่ เฉพาะรุ่น RS

   เบื้องต้นทราบว่า Honda HR-V Minor Change จะเปิดรับจองช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งหลังจากนั้นน่าจะมีการเปิดตัว หากมีข่าวความคืบหน้าเมื่อไหร่จะมาแจ้งอีกครั้งครับ

ที่มา เพจ พระราม 3 กรุ๊ป ฮอนด้าออโตโมบิล สาขา หัวลำโพง 086-008-8889 เคี้ยง

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ส่อง Mazda CX-3 Minor Change โฉมญี่ปุ่น พร้อมนำเสนอเครื่องยนต์ดีเซล 1.8 ลิตรบล็อกใหม่!

  หลังจากที่ Mazda ได้ทำการเปิดตัว CX-3 Minor Change ในตลาดสหรัฐฯเป็นที่เรียบร้อย คราวนี้ก็เป็นคิวของประเทศญี่ปุ่นที่มีการเปิดตัวและวางขายแล้วเช่นเดียวกัน แต่ที่น่าสนใจก็คือการเปิดตัวเครื่องยนต์ดีเซลบล็อกใหม่นั่นเอง

  เครื่องยนต์ดีเซลบล็อกใหม่จะเป็นเครื่อง SKYACTIV-D 1.8 ลิตรเทอร์โบ แบบไดเร็คอินเจคชั่น ซึ่งจะมาแทนที่เครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตรบล็อกเดิมนั่นเอง โดยมีพละกำลังทั้งหมด 116 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที (+11 แรงม้าจากเครื่อง 1.5 ลิตรเดิม) แรงบิดสูงสุด 270 นิวตัน-เมตรที่ 1,600-2,600 รอบ/นาที ซึ่งตัวเครื่องยนต์ก็ได้ถูกออกแบบให้มีประสิทธิภาพในด้านการประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอีกด้วย

 ทางด้านขุมพลังเบนซิน 2.0 ลิตร SKYACTIV-G มีการปรับปรุงโดยการเพิ่มขนาดของแหวนน้ำมัน แหวนลูกสูบและรูฉีด ทำให้มีประสิทธิภาพในการฉีดน้ำมันที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีการใช้ระบบควบคุมน้ำหล่อเย็นสำหรับจัดการความร้อน รวมทั้งลดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่ทำให้เกิดการเผาไหม้ โดยพละกำลังจะอยู่ที่ 150 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 195 นิวตัน-เมตรที่ 2,800 รอบ/นาที (เพิ่มขึ้น 2 แรงม้า และ 3 นิวตัน-เมตรสำหรับเวอร์ชั่นญี่ปุ่น เวอร์ชั่นไทยจะมีพละกำลังที่มากกว่า) ระบบส่งกำลังจะมีทางเลือกเกียร์ธรรมดา 6 สปีดและเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหน้าและขับเคลื่อน 4 ล้อ

  Mazda ยังมีการปรับปรุงการขับขี่ของรถให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเหล็กกันโคลงหน้าให้มีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กลง , ปรับปรุงระบบควบคุมแรงบิดขณะเข้าโค้ง G - vectoring control ใหม่ และยังปรับปรุงการตอบสนองในการหักเลี้ยวพวงมาลัยที่ดีขึ้นด้วย

  ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ทาง Mazda ยังปรับปรุงการเก็บเสียงภายในรถ ลดการแทรกแซงของเสียงจากภายนอกเข้ามาภายในรถ ด้วยการเพิ่มความหนาของประตูคู่หน้าและหลัง เพิ่มขอบยางประตูรถที่ประตูคู่หน้า-หลังเช่นกัน รวมทั้งเพิ่มการบุฟองน้ำบริเวณแผงประตู และเพิ่มความหนาเพดานรถซึ่งทำให้สามารถลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดีขึ้น 13%

  ดีไซน์ภายนอกไม่ต่างจากเวอร์ชั่นอเมริกาที่มีการเปิดตัวก่อนหน้านี้ โดยกระจังหน้าได้รับการออกแบบรายละเอียดใหม่ให้ดูหรูหราขึ้น ตกแต่งเพิ่มเติมด้วยแถบโครเมี่ยมบริเวณกันชนหน้าและชายขอบล่างประตูรถ เสาประตูรถด้านข้างผิวมันวาวแบบ Piano Black  ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วได้รับการออกแบบใหม่ ในส่วนของด้านท้ายยังมีการปรับปรุงรายละเอียดไฟท้าย LED ใหม่อีกด้วย และนำเสนอสีแดงใหม่ Soul Red Crystal

  ส่วนภายในห้องโดยสารจะมีการออกแบบช่องแอร์ตรงกลางแดชบอร์ดใหม่ ที่ไม่ได้ลากยาวจนถึงฝั่งผู้โดยสารอย่างเดิมแล้ว จุดที่สำคัญคือการเปลี่ยนมาใช้เบรกมือแบบปุ่มกดไฟฟ้าซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ในการเก็บของกลางคอนโซลและมีที่พักแขนมาให้ ส่วนเบาะหลังยังมากับที่พักแขนตรงกลางพร้อมกับที่วางแก้วในตัว เบาะนั่งด้านคนขับจะมีฟังก์ชั่นปรับไฟฟ้าและมีปุ่ม Memory Seat มาให้ ลูกค้ายังสามารถเลือกการตกแต่งโทนสีภายในห้องโดยสารได้หลากหลายแบบ

  ทางด้านระบบความปลอดภัยนั้น ทาง Mazda ได้ปรับปรุงระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ Smart City Brake Support (SCBS) ที่เพิ่มความสามารถในการตรวจจับยานพาหนะและคนเดินเท้าในเวลากลางคืน ติดตั้งใน CX-3 ทุกรุ่นที่ขายในญี่ปุ่น , ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC จากเดิมที่สามารถใช้งานได้ตั้งแต่ความเร็ว 30 กม./ชม. คราวนี้ก็ปรับให้ใช้งานได้แม้รถหยุดนิ่ง นอกจากนี้ยังมีกระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ และ กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศาอีกด้วย

  Mazda CX-3 Minor Change วางขายในญี่ปุ่น ในราคาเริ่มต้นที่ 2,127,600-3,062,080 เยน หรือประมาณ 616,000 - 887,000 บาทไทย และยังมีรุ่นที่มีการตกแต่งภายนอก-ภายในให้หรูขึ้นอย่าง "Exclusive Mods" อีกด้วย (คันสีขาว) โดยมีราคาค่าตัวตั้งแต่ 2,594,480 - 3,094,480 เยน หรือประมาณ 751,000 - 896,000 บาทไทย ราคานี้ยังไม่รวมภาษีสรรพสามิตในไทย

  สำหรับชาวไทย คาดว่าน่าจะได้สัมผัส Mazda CX-3 Minor Change ภายในปีนี้แน่นอน ซึ่งอาจจะตามหลังญี่ปุ่นไม่นานมากนัก แต่จะเป็นช่วงไหน เมื่อไหร่ จะได้ใช้ขุมพลังดีเซลใหม่หรือไม่ และเรื่องปัญหาเครื่องดีเซลบล็อกปัจจุบันแก้หายหรือยังก็ไม่ทราบเหมือนกัน หากมีข่าวจะรีบแจ้งให้ทราบครับ

ที่มา car.watch.impress.co.jp