Like Box

วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561

All-New Hyundai Veloster โฉมใหม่ของสปอร์ตแฮตซ์แบ็คสุดแนว

 ค่ายรถแดนกิมจิอย่าง Hyundai ได้ทำการเปิดตัวรถสปอร์ตแฮตซ์แบ็คโฉมใหม่อย่าง All-New Hyundai Veloster ภายในงาน Detroit Auto Show 2018 (ชื่อเต็ม North American International Auto Show 2018) ที่กำลังจัดขึ้นตอนนี้

  หลยท่านคงจะรู้จัก Hyundai Veloster ดีในฐานะที่เป็นรถสปอร์ตแฮตซ์แบ็ค 3 ประตู ที่จะมีประตูหลังทางฝั่งผู้โดยสารเพื่อให้ผู้โดยสารด้านหลังเข้าถึงภายในรถได้ง่ายขึ้นนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าในเจเนเรชั่นใหม่ก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์แบบนี้ไว้เช่นเคย

  ดีไซน์ภายนอกมีการออกแบบให้ดูสวยงามและโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น เป็นไปตามแนวการออกแบบของ Hyundai ยุคใหม่ โดยมากับไฟหน้าทรงเรียว พร้อมกระจังหน้าทรงหกเหลี่ยมแบบตะแกรงแบบรังผึ้ง ต่อเนื่องไปถึงด้านท้ายที่มากับไฟท้ายทรงใหม่ที่ออกแบบตัวโคมให้เชื่อมกับกระจกบานท้าย นอกจากนั้นยังมากับท่อไอเสียคู่บริเวณกลางกันชนท้าย

  ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบให้ดูทันสมัยและน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto รวมทั้งแสดงภาพจากกล้องมองหลัง , แท่นชาร์จมือถือไร้สาย , หน้าจอ Head-Up Display และยังรองรับการเชื่อมต่อระบบ Blue Link ของ Hyundai ด้วย

  ในรุ่นพื้นฐานนั้นจะทำการติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบ พละกำลัง 147 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 179 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีดหรือเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

  สำหรับรุ่น Turbo จะมาขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตรเทอร์โบชาร์จ 4 สูบ พละกำลัง 201 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 264 นิวตัน-เมตร ซึ่งยังมีฟังก์ชั่น Overboost ที่ทำให้แรงบิดเพิ่มขึ้นเป็น 274 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีดหรือเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch 7 สปีด

  ทุกรุ่นของ Veloster ติดตั้งระบบควบคุมแรงบิดขณะเข้าโค้ง (Torque Vectoring Control) ที่ทำงานร่วมกับระบบช่วยเสถียรภาพการทรงตัว (electronic stability control) และตัวตรวจจับความเร็วล้อ เพื่อช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างมั่นใจมากขึ้น

  ในรุ่น Turbo ยังมีการปรับปรุงพวงมาลัยให้มีอัตราทดเร็วขึ้นเพื่อรับกับสมรรถนะที่มากขึ้น และยังติดตั้งเหล็กกันโคลงหน้าขนาด 24 มิลลิเมตร และช่วงหลังด้านหลังแบบมัลติลิงก์พร้อมเหล็กกันโคลง 19 มิลลิเมตร ซึ่งช่วยลดการโคลงตัวของรถได้

  สำหรับระบบความปลอดภัยที่โดดเด่นจะติดตั้งระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง Forward Collision-Avoidance Assist , ระบบรักษารถให้อยู่ในเลน Lane Keeping Assist , ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist สำหรับไฟหน้าแบบ LED และ ระบบเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ Driver Attention Warning
 
  All-New Hyundai Veloster จะเริ่มวางขายที่เกาหลีใต้ภายในเดือนมีนาคมนี้ ราคายังไม่มีการประกาศออกมา ส่วนเมืองไทยนั้นทาง Hyundai จะสนใจนำเข้ามาหรือไม่ต้องติดตาม

ที่มา Carscoops

วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561

แอบถ่ายรถทดสอบ All-New Toyota Corolla ในรูปแบบตัวถังเวอร์ชั่นผลิตจริง

  Toyota Corolla โฉมปัจจุบันก็อยู่ในตลาดมานานพอสมควรแล้ว ถึงเวลาที่ควรจะเปลี่ยนโฉมใหม่หมดจดเสียที ซึ่งทางใครตามข่าวก็จะเห็นว่า Toyota มีการทดสอบรถ Corolla โฉมใหม่มาระยะหนึ่งแล้วแต่เป็นการทดสอบแบบ Test Mule ที่เอาตัวถังรุ่นปัจจุบันมาครอบ แต่จากภาพแอบถ่ายล่าสุดนี้จะพบว่าตัวรถนั้นเป็นเวอร์ชั่นที่พร้อมผลิตจริงแล้ว

  ด้วยตัวรถที่พรางหนาแน่นนั้น ยากที่จะดูว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงการออกแบบอย่างไรบ้าง แต่เท่าที่ดูนั้นจะเห็นว่าทรวดทรงตัวถังมีความคล้ายคลึงกับ Corolla ตัวปัจจุบันเลย แต่ตำแหน่งกระจังหน้าเหมือนจะย้ายไปในตำแหน่งที่ต่ำลง เส้นสายด้านข้างยังคงเอกลักษณ์การออกแบบคล้ายๆ Corolla ตัวปัจจุบันแต่ขัดเกลาให้ทันสมัยมากขึ้น มีการย้ายตำแหน่งที่ติดตั้งกระจกมองข้างใหม่ด้วย

   All-New Toyota Corolla จะถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม TNGA (Toyota New Global Architecture) เหมือนที่ใช้กับ Prius , C-HR และ Camry เจเนเรชั่นล่าสุด
 
  ภายในห้องโดยสารของ Corolla แม้ยังไม่มีภาพหลุดออกมา แต่คาดว่าน่าจะมีการใช้คอนโซลร่วมกับ All-New Toyota Auris (หรือ Corolla เวอร์ชั่น Hatchback) ซึ่งมีการออกแบบให้ดูทันสมัยและน่าสัมผัสมากกว่าเดิม

  การเปิดตัวของ Toyota Corolla นั้นน่าจะมีขึ้นภายในปลายปี 2018 เป็นอย่างเร็วที่สุดหรือไม่ก็ต้นปี 2019 ส่วนเมืองไทยนั้นก็รอสัมผัสได้เลยช่วงปีหน้า ส่วนในปีนี้ที่น่าจะเปิดตัวในตลาดโลกชัวร์ๆก็จะเห็น Toyota Auris สาวกสามห่วงก็ติดตามกันต่อไปครับ

ที่มา Motor1.com / Paultan

วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561

All-New Toyota Avalon ซีดานหรูฟูลไซส์เปิดตัวแล้วในตลาดมะกัน

  ภายในงาน Detroit Auto Show 2018 (ชื่อเต็ม North American International Auto Show 2018) ค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Toyota ก็ได้มีการเปิดตัวซีดานหรูระดับเรือธงของสหรัฐอย่าง All-New Toyota Avalon รถระดับ E-Segment ที่ทำตลาดสูงกว่า Toyota Camry

  All-New Toyota Avalon ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ TNGA Platform เช่นเดียวกับ Prius โฉมล่าสุด , Camry โฉมล่าสุด และ C-HR มีขนาดตัวรถที่กว้างขึ้นแต่เตี้ยลงโดยมีขนาดตัวยาว 4,978 มิลลิเมตร กว้าง 1,849 มิลลิเมตร และสูง 1,435 มม. มีความยาวฐานล้อ 2,870 มิลลิเมตร

  ดีไซน์ภายนอกได้รับการออกแบบให้หรูหราและสะดุดตามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ดีไซน์กันชนหน้าแอบมีการนำกลิ่นอายของ Lexus เข้ามาใส่ซึ่งทำให้ดูดุดันและเกรี้ยวกราด มาพร้อมกับไฟหน้าทรงเรียว เส้นสายด้านข้างดูมีความโฉบเฉี่ยวและเฉียบคมกว่าเดิม ตัวถังดูมีมัดกล้ามมากขึ้น ต่อเนื่องจนไปถึงด้านท้ายที่มากับไฟท้ายดีไซน์เรียวกว่าเดิมพร้อมลูกเล่นแถบสีแดงลากยาวตั้งไฟท้ายด้านซ้ายจรดด้านขวา

  ภายในห้องโดยสารมีดีไซน์ที่ดูล้ำสมัยผสมผสานกับความหรูหรา บริเวณมาตรวัดมีการติดตั้งจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ขนาด 7 นิ้วที่แสดงข้อมูลต่างๆของรถ , การตั้งค่าระบบความปลอดภัย , ระบบนำทางและฟังก์ชั่นอื่นๆ และยังมีออปชั่นเสริมอย่างหน้าจอ Head-Up Display ขนาด 10 นิ้ว ตรงกลางแดชบอร์ดติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้วพร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์ Entune 3.0 สามารถรองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi hotspot ได้

  นอกจากนี้ยังมีออปชั่นระบบเครื่องเสียงที่มาพร้อมลำโพงจาก JBL 14 ตัว กำลังขับ 1,200 วัตต์ , ระบบชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย , Toyota Remote Connect ที่เชื่อมต่อกับ Smartwatch , ระบบเชื่อมต่อกับ Amazon Alexa Connectivity, ระบบเชื่อมต่อ Apple CarPlay , ช่องต่อ USB 5 พอร์ต รวมทั้งตัวเลือกเบาะหนังและลายไม้อีกหลากหลายแบบ

  All-New Toyota Avalon จะมีทางเลือกขุมพลัง 2 แบบคือ เครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร 4 สูบ Hybrid (น่าจะเท่า Camry ที่มีพละกำลัง 178 แรงม้าที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตรที่ 4,500 รอบ/นาที ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบมอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร ชนิดนิกเกิลเมทัลไฮดราย มีกำลัง 120 แรงม้า รวมกำลังทั้งระบบ 211 แรงม้าส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT 
และเบนซิน 3.5 ลิตร V6 (น่าจะมีพละกำลังเท่า Camry ที่ 301 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 362 นิวตัน-เมตร) ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด

  All-New Toyota Avalon ยังมีการปรับปรุงระบบช่วงล่างโดยมาพร้อมกับโช้คอัพที่ปรับระดับได้ ช็อคแอบชอร์บเบอร์ทั้งสี่ล้อมาพร้อมกับวาล์วควบคุมทิศทางสำหรับซับแรงกระแทก ส่วนช่วงล่างด้านหลังจะเป็นแบบมัลติลิงก์

  ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้ 3 แบบ ได้แก่ Eco, Normal และ Sport และสำหรับรุ่นย่อย Touring จะมีโหมด Sport+ ให้ใช้งานอีกด้วย นอกจากนี้ Toyota ยังมีระบบลดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร ปรับปรุงเสียงเครื่องยนต์ให้ดีขึ้น ปรับปรุงท่อไอเสียใหม่ด้วย

  สำหรับระบบความปลอดภัยนั้นจะมีการติดตั้ง Toyota Safety Sense P ซึ่งจะมาพร้อมกับ
- ระบบความปลอดภัยก่อนการชนพร้อมระบบเตือนการชนคนเดินเท้า Pre-Collision System with Pedestrian Detection 
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Full-Speed Range Dynamic Radar Cruise Control
- ระบบเตือนไม่ให้ออกนอกเลนพร้อมช่วยควบคุมพวงมาลัยอัตโนมัติ Lane Departure Alert with Steering Assist 
- ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Automatic High Beams
ส่วนระบบความปลอดภัยอื่นๆก็จะมี
- ระบบเตือนมุมอับสายตาด้านข้างและขณะถอยหลัง Blind Spot Monitor with Rear Cross Traffic Alert,
- กล้องมองหลัง Back Guide Monitor
- ระบบแสดงภาพมุมสูงพร้อมระบบเตือน Panoramic View Monitor with Alert 
- ระบบโซนาร์ตรวจจับที่ทำงานร่วมกับระบบเตือนมุมอับสายตาขณะถอยหลัง Intelligence Clearance Sonar with Rear Cross Traffic Braking system.

  All-New Toyota Avalon ยังไม่มีการเปิดราคาจนกว่าจะเริ่มเปิดขายที่สหรัฐฯช่วงเดือนมีนาคม ส่วนเมืองไทยอดใช้ตามระเบียบ

ที่มา Carscoops
  

วันพุธที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2561

All-New Ram 1500 กระบะพี่เบิ้มกับรูปโฉมใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม

  ภายในงาน North American International Auto Show 2018 นอกจากกระบะไซส์บิ๊ก Chevrolet Silverado ที่เปิดตัวโฉมใหม่แล้วยังมีการเปิดตัวอีกหนึ่งกระบะพิกัดเดียวกันนี้ก็คือ Ram 1500 เจเนเรชั่นใหม่

   ดีไซน์ด้านหน้ามีการออกแบบใหม่ให้ดูดุดันน่าเกรงขามมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ออกแบบเส้นโครเมี่ยมส่วนบนกระจังหน้าให้ลากยาวจากไฟหน้าด้านซ้ายจนจรดด้านขวา ติดตั้งโลโก้รุ่นไว้บริเวณฝากระโปรงหน้า เส้นสายด้านข้างรถยังคงเอกลักษณ์แบบรุ่นเดิมไว้  แต่ได้ขัดเกลาทรวดทรงให้ดูทันสมัยมากขึ้น จะเห็นในส่วนของประตูหลังที่ออกแบบกรอบกระจกให้ดูมีเหลี่ยมมากขึ้น ประตูคู่หน้ามีการติดตั้งกระจกมองข้างทรงใหม่ ด้านท้ายมากับโคมไฟท้ายที่ออกแบบให้ดูมีมิติเว้านูน รวมทั้งออกแบบกันชนท้ายทรงใหม่ด้วย

  ด้วยน้ำหนักตัวที่ลดลงราวๆ 102 กิโลกรัม แน่นอนว่าจะส่งผลให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น การออกแบบตัวถังภายนอกยังออกแบบให้มีแอโร่ไดนามิกมากขึ้นกว่าเดิม

  ภายในห้องโดยสารออกแบบให้มีความทันสมัยน่าสัมผัสกว่าเดิม มีความกว้างขวางนั่งสบายกว่าเดิม จอสัมผัสตรงกลางที่มีตัวเลือกตั้งแต่ 5 นิ้ว ,8.4 นิ้ว และขนาดใหญ่ที่สุดที่มีให้เลือกก็คือ 12 นิ้วแบบแนวตั้ง  ติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์ Uconnect ของ Fiat Chrysler Automobiles - FCA ขนาดใหญ่ที่สุดที่มีให้เลือกก็คือ 12 นิ้วแบบแนวตั้ง ซึ่งส่วนบนจะเป็นพื้นที่ของระบบนำทาง/แผนที่ การแสดงผลข้อมูลต่างๆในรถ และยังรองรับระบบ Apple CarPlay หรือ Android Auto ได้ด้วย ส่วนล่างของหน้าจอจะเป็นฟังก์ชั่นควบคุมระบบปรับอากาศและปรับการทำงานต่างๆภายในรถ

  สำหรับบริเวณหน้าปัดจะมีจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีขนาด 7 นิ้วซึ่งจะมีโทนสีที่แตกต่างกันตามแต่รุ่นย่อย และยังมีช่องต่อ USB 5 พอร์ต , ช่องจ่ายไฟ 115 โวลต์ จำนวน 2 ช่อง เช่นเดียวกับเครื่องเล่น CD ก็มีมาให้ บริเวณคอนโซลกลางในส่วนด้านหลัง นอกจากมีช่วงวางถ้วยและยังมีช่องพิเศษไว้วางแท็บเล็ตสำหรับผู้โดยสารด้านหลังเพื่อเติมเต็มความบันเทิง สำหรับระบบเครื่องเสียงจะใช้ลำโพงของ Harmon Kardon

  ภายใต้ห้องเครื่องของกระบะสุดแกร่งคันนี้จะมีทางเลือกเครื่องยนต์หลายแบบด้วยกัน ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซิน 3.6 ลิตร Pentastar V6 มากับพละกำลังสูงสุด 305 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 365 นิวตัน-เมตร ตามด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 5.7 ลิตร Hemi V8 พละกำลัง 395 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 556 นิวตัน-เมตร ไฮไลต์สำคัญคือการมีตัวเลือกออปชั่นระบบช่วยขับเคลื่อนแบบ Mild-Hybrid ที่มีชื่อเรียกเฉพาะว่า "eTorque" จะมาในรูปแบบของมอเตอร์ไฟฟ้า 48V ที่ไปช่วยขับเคลื่อน มากับแรงบิด 122 นิวตัน-เมตรในรุ่น V6 และ และ 176 นิวตัน-เมตร ออปชั่นนี้ยังมีระบบช่วยลดการทำงานของของกระบอกสูบ ระบบส่งกำลังมากับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ส่วนเครื่องดีเซลจะมีรายละเอียดตามมาภายหลัง

  All-New Ram 1500 ยังรองรับการลากจูงได้มากสุดถึง 5,761 กิโลกรัม รองรับน้ำหนักการบรรทุกที่กระบะท้ายสูงสุด 1,043 กิโลกรัม จานเบรกออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น 18% มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 14.9 นิ้วที่ด้านหน้าและ 14.8 นิ้วที่ด้านหลัง และติดตั้งเบรกมือไฟฟ้ามาให้เป็นมาตรฐาน

  ระบบความปลอดภัยนั้นมีการติดตั้งมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกล้องมองหลัง 360 องศา , ระบบเตือนมุมอับสายตา , ระบบ Adaptive Cruise Control พร้อมฟังก์ชั่น Stop, Go และ Hold , ระบบเบรกล่วงหน้าก่อนการปะทะ Pre-Collision Braking , ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) , ระบบเตรียมช่วยเบรกล่วงหน้า Ready Alert Braking , ระบบ Trailer-sway Damping control , ระบบเตือนไม่ให้ออกนอกเลน LaneSense Lane Departure Warning-Plus , ระบบช่วยจอดแนวขนานและแนวตั้ง ParkSense Parallel/Perpendicular Park , ระบบช่วยขึ้นเขา  Hill-start Assist ที่จะมีเซ็นเซอร์อุลตร้าโซนิคช่วย
  
   และถ้าใครอยากได้เวอร์ชั่นที่กร้าวกราดขึ้น แน่นอนว่ามีรุ่น Rebel ที่จะมีการตกแต่งที่ดุดันกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าที่ออกแบบกระจังหน้าและกันชนสีดำดีไซน์ดุดัน , กระจกมองข้างสีดำ , คิ้วซุ้มล้อสีดำ , คิ้วกันกระแทกที่ประตูสีดำ ,ฝากระโปรงหน้าพร้อมรูระบายอากาศ ล้อขนาด 18 นิ้วพร้อมยางขนาด 33 นิ้ว , โช้คอัพจาก Bilstein , ช่วงล่างด้านหลังแบบ Diff-Lock , ตะขอเกี่ยวที่กันชนหน้า

  All-New Ram 1500 จะวางขายที่สหรัฐฯช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ส่วนเมืองไทยแน่นอนไม่มีแผนเอามาขายครับ

ที่มา Carscoops / Motor1

วันอังคารที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2561

Honda Civic Hatchback เปิดจองรุ่นเครื่องดีเซลที่อังกฤษในราคาเริ่มที่ 20,120 ปอนด์

   Honda Civic Hatchback ในที่จำหน่ายในตลาดอังกฤษนั้น มีการแนะนำเครื่องยนต์ดีเซลซึ่งจะมาถึงตัวแทนจำหน่ายที่อังกฤษภายในเดือนกุมภาพันธ์ที่ใกล้จะถึงนี้แล้ว

  Honda Civic Hatchback เครื่อยนต์ดีเซลมีราคาเริ่มต้นที่ 20,120 ปอนด์ หรือประมาณ 880,000 บาทไทย ในรุ่นเริ่มต้นเกรด S ที่มาพร้อมทางเลือกเกียร์ธรรมดา 6 สปีด แต่ลูกค้าก็สามารถเลือกรุ่นย่อยในระดับที่สูงขึ้นไปอย่าง SE , SR และ EX ได้เช่นเดียวกัน

  สำหรับรุ่นบนสุด EX จะมีราคาอยู่ที่ 24,925 ปอนด์ หรือประมาณ 1,090,000 บาทไทย และสามารถสั่งออปชั่น "Tech Pack" เพิ่มได้ในราคา 600 ปอนด์หรือประมาณ 26,200 บาทซึ่งจะได้ออปชั่นเพิ่มเติมได้แก่ ไฟหน้าแบบ LED พร้อมระบบฉีดล้างไฟหน้า , เบาะนั่งด้านหลังพร้อมฟังก์ชั่นปรับอุ่น และระบบชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย

  Phil Webb หัวหน้าผู้ดูแล Honda ประเทศอังกฤษกล่าวว่าการมาถึงของรุ่นดีเซลถือว่าเป็นการเติมเต็มทางเลือกให้กับ Civic Hatchback ได้อย่างสมบูรณ์ เครื่องดีเซล 1.6 ลิตร i-DTEC บล็อกนี้ถือเป็นบล็อกใหม่ล่าสุดที่ได้เปิดตัวในตลาด และเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวในกลุ่มตลาดที่มีการแข่งขันในตลาดสูงทั้งในกลุ่มลูกค้าทั่วไปและรถฟลีท

  สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลที่ติดตั้งใน Civic Hatchback ที่ตลาดอังกฤษจะมากับความจุ 1.6 ลิตร i-DTEC มากับพละกำลัง พร้อมแรงบิดสูงสุด 300 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีดพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. จาก 10.4 วินาที อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 27.03 กม./ลิตร มีค่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 99 กรัม/กม.

  หากลูกค้าอังกฤษรอทางเลือกเกียร์อัตโนมัติก็ต้องรอไปถึงช่วงกลางปีเมื่อ Honda เปิดตัวรถทั่วอังกฤษ ส่วนเมืองไทยนั้นยังไม่มีแผนทำตลาดเครื่องดีเซลใน Civic ครับ

ที่มา Carscoops