Like Box

วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

All-New Peugeot 508 นิยามใหม่ของซีดานหรูจากแดนน้ำหอม

  ในขณะที่ลูกค้าหลายๆคนเริ่มหันหนีจากรถแนวซีดานหันไปเล่นรถอเนกประสงค์พวก SUV หรือครอสโอเวอร์มากขึ้นอันเนื่องมาจากอรรถประโยชน์ที่มากกว่า แต่ทางค่ายสิงโตจากฝรั่งเศสอย่าง Peugeot ก็ยังคงยึดมั่นทำตลาดรถเก๋งต่อไป

  และล่าสุดทางค่ายก็ได้เปิดตัว All-New Peugeot 508 ที่ได้ปรับเปลี่ยนแนวการออกแบบจากซีดาน 4 ประตูธรรมดา และเป็นรถสปอร์ตซีดานทรงฟาสต์แบ็ค 5 ประตูแทน โดยหมายมั่นมาแข่งกับค่ายเยอรมันอย่าง Audi A5 Sportback

   All-New Peugeot 508 ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม EMP2 ของ PSA Group ซึ่งใช้ในรถหลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น Peugeot 5008 SUV หรือ DS7 Crossback โดย Peugeot ให้ข้อมูลว่ารถมีน้ำหนักเบาลง 70 กิโลกรัม ในรุ่นสูงๆขึ้นก็จะมีพวงมาลัยพาวเวอร์แบบไฟฟ้าและช่วงล่างด้านหลังแบบมัลติลิงก์มาด้วย

  เห็นชัดเจนว่า All-New Peugeot 508 จะมีดีไซน์ที่พลิกโฉมจากรุ่นก่อนอย่างมากทีเดียว ภายนอกมากับการออกแบบตามแนวทางของ Peugeot ยุคใหม่ มากับโคมไฟหน้าทรงเฉียบคมพร้อมออกแบบกระจังหน้าให้เชื่อมติดกับไฟหน้าและยังมีลูกเล่นไฟ LED ที่ลากยาวมาถึงกันชนด้วน เส้นสายด้านข้างดูปราดเปรียวและทะมัดทะแมงกว่าเดิม ต่อเนื่องไปถึงด้านท้ายที่มากับแนวหลังคาที่ลาดเอียงตามสไตล์รถคูเป้ และไฟท้าย LED ดีไซน์ล้ำสมัย

  ภายนอกมีสัดส่วนที่ลดลงจากรุ่นเก่า โดยมีความยาวที่ 4,750 มิลลิเมตร (สั้นลง 80 มิลลิเมตร) ความสูง 1,400 มิลลิเมตร (เตี้ยลง 56 มิลลิเมตร) ระยะฐานล้อยาว 2,750 มิลลิเมตร (สั้นลง 67 มิลลิเมตร) แม้จะดูมีขนาดเล็กลงแต่เนื้อที่จุสัมภาระด้านหลังกลับเพิ่มขึ้นด้วยเพราะการออกแบบฝาท้ายแบบ Liftback (เปิดฝากระโปรงท้าย+กระจกบานท้ายทั้งยวง) ทำให้มีความจุเพิ่มจาก 473 เป็น 485 ลิตร

  ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบที่ดูล้ำสมัยมากขึ้นตามสไตล์ค่ายสิงโต ติดตั้งมาตรวัดแบบดิจิตอลมาให้ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย สำหรับพื้นที่ด้านหลังนั้นก็ได้ถูกขยายให้เพิ่มขึ้นจากเดิม 30 มิลลิเมตร

  สำหรับระบบความปลอดภัยก็ได้ติดตั้งฟังก์ชั่นทันสมัยหลายอย่างที่ลูกค้าคาดหวังว่าควรมีในรถระดับนี้ รวมทั้งระบบมองภาพกลางคืน Night Vision System โดยใช้การทำงานจากกล้องอินฟราเรดตรวจจับคนเดินบนทางเท้าได้ในพื้นที่ที่แสงน้อย

  ในช่วงแรกนั้น All-New Peugeot 508 จะมีทางเลือกขุมพลัง 5 แบบ ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซิน 2 เครื่องที่พละกำลัง 180-225 แรงม้า PS ตามด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 3 สูบ พละกำลัง 130-180 แรงม้า ในเครื่องยนต์ดีเซล 130 แรงม้าจะมีทางเลือกเกียร์ธรรมดา 6 สปีดมาให้ นอกนั้นจะมีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดเท่านั้น และทาง Peugeot ยังบอกว่าในช่วงก่อนสิ้นปีนี้จะมีการแนะนำเวอร์ชั่น Plug-In Hybrid ด้วย

  All-New Peugeot 508 จะนำไปเปิดตัวต่อสาธารณะชนครั้งแรกในงาน Geneva Motor Show 2018 เดือนมีนาคมนี้ จะมีการผลิตที่โรงงานของ PSA ในมูว์ลูซ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งการขายจริงจะเริ่มต้นในเดือนกันยายน

ที่มา Carscoops
 

วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Nissan กำลังศึกษาการสร้าง Navara เวอร์ชั่นฮาร์ดคอร์มาต่อกรกับ Ford Ranger Raptor

  การมาของ Ford Ranger Raptor ถือเป็นการปูทางตลาดกระบะสมรรถนะสูง ซึ่งยังรอคอยคู่แข่งทั้งหลายที่จะทำรถแนวนี้ออกมาเชือดเฉือนยอดขายกัน สำหรับคู่แข่งรายอื่นตอนนี้ก็กำลังสำรวจถึงความคิดและความต้องการในกลุ่มตลาดกระบะสมรรถนะสูงอยู่ รวมถึง Nissan ก็กำลังมีความสนใจที่จะทำ Navara เวอร์ชั่นฮาร์ดคอร์ออกมาแข่งกับ Ford Ranger Raptor ด้วยเช่นกัน

  นาย Stephen Lester กรรมการผู้จัดการของ Nissan Australia และลูกทีมของเขาได้ไปพบกับผู้บริหารระดับสูงของ Renault-Nissan เพื่อชี้แจงถึงความสนใจในการพัฒนากระบะ Nissan Navara สมรรถนะสูงออกมาแข่งกับ Ford Ranger Raptor

  ซึ่งผู้บริหารระดับสูงอย่างนาย Ashwani Gupta ที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการดูแลรถเพื่อการพาณิชย์ของ Renault-Nissan ทั่วโลก บอกกล่าวหลังจากได้พูดคุยกับผู้บริหาร Nissan Australia ว่า "ถ้าถามถึงการสร้างรถคู่แข่ง Ford Ranger Raptor นี่ไม่ใช่สิ่งสำคัญอันดับแรกของเรา แต่อย่างไรก็ตามมันก็เป็นโอกาสที่เราจะศึกษามัน ผมคิดว่าออสเตรเลียถือเป็นตลาดที่ทำให้ความเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มตลาดกระบะ 1 ตันด้วย"

   ซึ่งถ้าหาก Nissan จะทำตลาด Navara เวอร์ชั่นฮาร์ดคอร์จริงขึ้นมา ก็ต้องมีการปรับแต่งครั้งใหญ่นั่นรวมถึงการอัปเกรดช่วงล่างให้มีความแข็งแกร่งเพื่อรับกับพละกำลังที่แรงขึ้นด้วย ทาง Nissan สามารถทำได้อย่างง่ายดายเพราะมีเทคโนโลยีทุกอย่างที่สามารถสร้างรถแบบนี้ขึ้นมาได้ แต่สิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดนั่นคือเครื่องยนต์ อันเป็นสิ่งที่ตอนนี้ Nissan กำลังศึกษาอยู่

  นั่นทำให้ Mercedes-Benz X-Class เข้ามาเป็นหนึ่งในสมการสำคัญที่จะมาตอบโจทย์เรื่องเครื่องยนต์ได้ เพราะตอนนี้ X-Class มีเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร V6 อยู่แต่ Nissan Navara ไม่มี และด้วยการทำตลาดในระดับพรีเมี่ยมกว่าทำให้เกรงว่าจะไปแย่งส่วนแบ่งยอดขายกัน

  เรื่องนี้นาย Gupta ตอบว่า "เมื่อเราศึกษาข้อมูลแล้วถ้าเกิดมันสมเหตุสมผลกับลูกค้าและกับธุรกิจของเรา เราก็จะทำมัน" และเนื่องจากนาย Gupta ได้รับผิดชอบในการดูแลกลุ่มกระบะในเครือพันธมิตรอย่าง Renault Alaskan และ Mitsubishi Triton ด้วย โอกาสที่จะทำรถเหล่านี้มาแข่งกับ Ranger Raptor ก็มีด้วยเช่นกัน "เรามี 3 แบรนด์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นหากลูกค้า Mitsubishi หรือ Renault ต้องการรถแนวนี้เราก็จะทำมันเช่นกัน เรายังมีเทคโนโลยีทุกอย่างรองรับ อย่าง Nissan ก็มี Nismo หรือ Renault ก็มี Renaultsports และ Mitsubishi ก็มี Ralliart" นาย Gupta กล่าว ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นแล้วมันก็จะมีดีคือ สามารถควบคุมต้นทุนการพัฒนาให้ถูกลงได้

  ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว สาวก Nissan ก็มาติดตามต่อไปว่า Navara เวอร์ชั่นคู่แข่ง Ford Ranger Raptor จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่..

ที่มา Motoring 

 

วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ชม Toyota Yaris Minor Change เวอร์ชั่นตลาดอิเหนา

   หลังจากการเปิดตัว Toyota Yaris Minor Change ในประเทศไทยเมื่อช่วงเดือนกันยายนปี 2017 ที่ผ่านมา ล่าสุดคราวนี้ทางประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างอินโดนีเซียก็ได้มีการแนะนำ Yaris Minor Change เรียบร้อยแล้วเช่นกัน จะมีรายละเอียดอะไรที่แตกต่างจากไทยบ้างไปชมกันเลยครับ

  ความต่างอย่างแรกเลยคือ Yaris Minor Change เวอร์ชั่นอินโดนีเซียจะทำการติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินความจุ 1.5 ลิตร Dual VVT-i มากับพละกำลัง 107 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 140 นิวตัน-เมตรที่ 4,200 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีดหรือเกียร์อัตโนมัติ CVT 7 สปีด

  ภายนอกของ Yaris Minor Change เวอร์ชั่นอินโดนีเซีย จะมีการตกแต่งที่แตกต่างจากไทยหลายจุด ที่ประเทศเขาจะมีรุ่น TRD Sportivo เป็นรุ่นท็อปสุดที่จะติดตั้งชุดแต่งรอบคันด้วย นอกจากนี้ก็จะมากับไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์พร้อมวงแหวนสีแดง , ไฟ LED  Daytime Running Lights , กระจกมองข้างสีดำพร้อมแถบสติ๊กเกอร์แดง , คิ้วกันสาด , สปอยเลอร์ท้ายดีไซน์พิเศษ , ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วปัดขอบเงาดำ

ส่วนรุ่นย่อย G ออปชั่นก็ลดหลั่นลงมาจากรุ่น TRD Sportivo , จะได้ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แต่ไม่มีวงแหวนแดง ไม่มีไฟ LED DRL , ไม่มีชุดแต่งรอบคัน , ไฟเลี้ยวติดบริเวณแก้มด้านข้างแทนที่จะติดตรงกระจกมองข้าง

และรุ่นล่างสุด E ก็จะได้ไฟหน้าแบบฮาโลเจน , ไม่มีไฟตัดหมอกและได้ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้วเหมือนที่ขายในไทย

  ภายในห้องโดยสารรุ่น TRD Sportivo จะมากับพวงมาลัยหุ้มหนังพร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง , Paddle  shift และโหมด Sport / Eco (สำหรับรุ่นเกียี์ CVT เท่านั้น), มาตรวัดแบบ Optitron พร้อมจอ MID ขนาดใหญ่ (เหมือนใน Yaris ATIV ตัวท็อปในไทย) , ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ , ระบบอินโฟเทนเมนต์จะมากับหน้าจ DVD-AVX ขนาด 7 นิ้วพร้อมรองรับ Miracast, Weblink และลำโพง 6 ตัว

  ทางด้านระบบความปลอดภัยของรถ ทุกรุ่นจะติดตั้งระบบเบรกป้องกันล้อล็อค ABS , ระบบกระจายแรงเบรก EBD , ระบบเสริมแรงเบรก BA , ระบบควบคุมการทรงตัว VSC , ระบบป้องกันการลื่นไถล TRC , ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC , ถุงลมนิรภัย 7 ใบ

  Toyota Yaris เวอร์ชั่นอินโดนีเซียจะมีทั้งหมด 6 รุ่นย่อย ได้แก่
- E M/T ราคา 235,400,000 รูเปียห์ หรือประมาณ 543,000 บาท
- E CVT ราคา 247,000,000 รูเปียห์ หรือประมาณ 570,000 บาท
- G M/T ราคา 243,700,000 รูเปียห์ หรือประมาณ 562,000 บาท
- G CVT ราคา 254,700,000 รูเปียห์ หรือประมาณ 587,000 บาท
- TRD Sportivo M/T ราคา 264,100,000 รูเปียห์ หรือประมาณ 609,000 บาท
- TRD Sportivo CVT ราคา 275,900,000 รูเปียห์ หรือประมาณ 636,000 บาท

ที่มา Toyota Indonesia

All-New Hyundai Santa Fe โฉมใหม่ของอเนกประสงค์คันงามจากแดนกิมจิ

  ค่ายรถยักษ์ใหญ่แดนกิมจิอย่าง Hyundai ได้ทำการเปิดตัว All-New Hyundai Santa Fe ที่ประเทศบ้านเกิดอย่างเกาหลีใต้เป็นที่เรียบร้อย

  การเปลี่ยนโฉมครั้งนี้ทาง Hyundai ยังเตรียมที่จะจัดระเบียบชื่อว่า โดยรุ่น 5 ที่นั่งแต่เดิมที่เคยเรียกว่า "Santa Fe Sport" จะเปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า "Santa Fe" แทน ส่วนรุ่นฐานล้อยาว 3 แถว 7 ที่นั่งจากเดิมที่เรียกว่า "Santa Fe" ก็จะเปลี่ยนมาใช้ "Santa Fe XL" แทน ทาง Hyundai ยังคอนเฟิร์มแผนการพัฒนาเวอร์ชั่น 3 แถว 8 ที่นั่งอีกด้วย ซึ่งรุ่นนี้ก็จะมีชื่อใหม่ด้วยเช่นเดียวกัน

  ดีไซน์ภายนอกถือเป็นยกระดับความสวยงามมากยิ่งขึ้นจากโฉมก่อนหน้า ดีไซน์ก็จะเป็นไปตาม Hyundai ยุคใหม่ มากับกระจังหน้าตะแกรงรังผึ้งขนาดใหญ๋โตพร้อมแถบโครเมี่ยมที่ลากยาวจรดไฟหน้าที่ออกแบบให้เป็นแบบ 2 ชั้น ต่อเนื่องไปถึงด้านท้ายที่มากับโคมไฟแบบ LED ทรงเรียว

  เมื่อดูขนาดตัวรถแล้ว Hyundai Santa Fe โฉมใหม่จะมีขนาดความยาว 4,770 มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 70 มิลลิเมตร), กว้าง 1,890 มิลลิเมตร (กว้างขึ้น 10 มิลลิเมตร)และสูง 1,680 มิลลิเมตร มากับระยะฐานล้อยาว 2,765 มิลลิเมตร (ยาวขึ้น 65 มิลลิเมตร)

   ด้วยขนาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้นขีดความสามารถในการบรรทุกของก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ในรุ่น 5 ที่นั่ง มีความจุสัมภาระเพิ่มขึ้นจาก 585 ลิตรเป็น 625 ลิตร ส่วนรุ่น 7 ที่นั่งจะสามารถเก็บสัมภาระได้ 130 ลิตร

  ภายในห้องโดยสารออกแบบใหม่ตามแนว Hyundai ยุคใหม่ มีความทันสมัยน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น การจัดวางปุ่มต่างๆออกแบบให้ใช้งานง่ายกว่าเดิม มากับชุดมาตรวัดแบบดิจิตอล พร้อมจอ Head-Up Display ผู้ขับขี่ยังจะได้พบกับระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ทันสมัย ซึ่งมาพร้อมหน้าจอทรง Tablet ตั้งตรงกลางแดชบอร์ด รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และมีระบบจดจำเสียง

  ทางด้านระบบความปลอดภัยก็จัดมาเต็มไม่มีกั๊ก ไม่ว่าจะเป็นระบบป้องกันการชนด้านหน้า Frontal Collision Avoidance , ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง Lane Departure Assistance , ระบบ Smart Cruise Control พร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go , ระบบช่วยขับขี่เมื่อขับบนทางด่วน  Highway Driving Assistance , ระบบเตือนการชนจากทางด้านหลัง Rear Collision Warning System และอีกมากมาย

  สำหรับตลาดเกาหลีใต้ Santa Fe จะมีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร T-GDI เทอร์โบชาร์จ 4 สูบ มากับพละกำลัง 235 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 353 นิวตัน-เมตร ตามด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร พละกำลัง 186 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 402 นิวตัน-เมตร และเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ 2.2 ลิตรมากับพละกำลัง 202 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 441 นิวตัน-เมตร สำหรับตลาดอื่นๆก็จะมีทางเลือกเครื่องยนตดีเซล 2.0 GDi , เบนซิน 2.4 MPI และ 3.3 ลิตร MPI ด้วย ทุกรุ่นจะส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นมาตรฐานทุกรุ่น

  ราคาค่าตัวของ All-New Hyundai Santa Fe เริ่มต้นที่ 28.15 ล้านวอน หรือประมาณ 820,675 บาทไทย ไม่รวมภาษี และ Hyundai ยังกล่าวอีกว่าตอนนี้มียอดจองแล้วว่า 14,243 คันแล้ว

ที่มา Carscoops

วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Mazda 2 MY2018 ปรับอุปกรณ์เพิ่มออปชั่นและความปลอดภัยในราคาเท่าเดิม

  สำหรับ Mazda 2 โฉมปัจจุบันที่แม้ว่าจะอยู่ในตลาด 3 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววของการปรับโฉมหน้าใหม่แม้แต่ในตลาดญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามในเมืองไทยนั้นก็แทบจะมีการปรับอุปกรณ์ให้กับ Mazda 2 แทบทุกปีเลย และล่าสุดในปีนี้ทาง Mazda ก็ได้ทำการปรับอุปกรณ์ให้กับเจ้า 2 อีกครั้งเพื่อให้มีความครบครันและต่อสู้กับคู่แข่งในตลาดได้อย่างสมศักดิ์ศรีมากขึ้น

  ดีไซน์ภายนอกไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น แต่ก็ได้มีการเพิ่มเติมอุปกรณ์จากรุ่นท็อปให้กระจายมาในรุ่นรองมากขึ้น ได้แก่
- ไฟหน้า LED Projector พร้อมไฟ Daytime Running Lights เพิ่มเข้ามาในรุ่นเบนซิน 1.3 High Connect และ ดีเซล XD High Connect
- ระบบปรับน้ำฝนอัตโนมัติในรุ่น 1.3 High ขึ้นไปและดีเซลทุกรุ่น
- สีตัวถังภายนอกทาง Mazda ได้เปลี่ยนทางเลือกสีแดง Soul Red แบบเดิมเป็นสี Soul Red Crystal โทนสีเดียวกับ CX-5 โฉมล่าสุด

  สำหรับภายในห้องโดยสารได้มีการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมทั้งในตัวดีเซลและเบนซิน โดยมีการติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control จากที่มีแค่ในดีเซลตัวท็อปสุด XD High Plus L คราวนี้เพิ่มเข้ามาในเบนซิน 1.3 High Connect และ High Plus , ดีเซล XD High Connect อีกด้วย

  ขุมพลังยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง โดยมีทางเลือก 2 แบบคือ
- เครื่องยนต์เบนซิน SkyActiv-G 1.3 ลิตร พละกำลัง 93 แรงม้าที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 121 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที รองรับถึงแค่ E20 เท่านั้น
- เครื่องยนต์ดีเซล SkyActiv-D 1.5 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตรที่ 1,500-2,500 รอบ/นาที
ทั้งหมดส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด SKYACTIV-DRIVE
ทางด้านระบบความปลอดภัยของรถก็ได้มีการให้ระบบเทพๆที่เคยมีแค่ตัวดีเซลมาใส่ในตัวเบนซินและก็มีการแนะนำระบบใหม่เข้ามาด้วยเช่นกัน สามารถสรุประบบความปลอดภัยได้ทั้งหมด ดังนี้
- สัญญาณกันขโมย (Burglar Alarm) และกุญแจนิรภัย (Immobilizer)
- กล้องมองหลัง (เบนซิน 1.3 High Connect ขึ้นไป , ดีเซลทุกรุ่น)
- ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 จุด (เบนซิน 1.3 High ขึ้นไป , ดีเซล XD High Connect ขึ้นไป)
- ใหม่! ระบบไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ (เบนซิน 1.3 High ขึ้นไป , ดีเซลทุกรุ่น)
- ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ และถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS
- ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advance Blind Spot Monitoring) (เพิ่มมาในเบนซิน 1.3 High Plus จากเดิมที่มีแค่ในดีเซล XD High Plus L)  
- ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert) (เพิ่มมาในเบนซิน 1.3 High Plus จากเดิมที่มีแค่ในดีเซล XD High Plus L)  
- ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC (Dynamic Stability Control)
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
- ระบบช่วยออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน HLA (Hill Launch Assist)
- ระบบป้องกันล้อล็อก 4W-ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD
- ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติ เมื่อเบรกกะทันหัน ESS (Emergency Signal System)
- พวงมาลัยยุบตัวแปรผันตามการทำงานของถุงลมนิรภัย
- เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ
- เข็มขัดนิรภัยด้านหน้า ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง ปรับระดับได้
- เข็มขัดนิรภัยเบาะหลัง ELR 3 จุด 3 ตำแหน่ง
- คานเหล็กเสริมกันกระแทกด้านหน้าและด้านข้าง
- แป้นเบรกยุบตัวได้ และไฟเบรกดวงที่ 3

  Mazda 2 MY2018 ยังคงราคาจำหน่ายเท่าเดิมทั้งตัวถังแฮตซ์แบ็คและซีดาน โดยมีราคาดังนี้
เครื่องยนต์เบนซิน
- 1.3 Standard ราคา 530,000 บาท
- 1.3 High ราคา 590,000 บาท
- 1.3 High Connect ราคา 620,000 บาท
- 1.3 High Plus ราคา 670,000 บาท
เครื่องยนต์ดีเซล
- 1.5 XD ราคา 680,000 บาท
- 1.5 XD High Connect ราคา 750,000 บาท
- 1.5 XD High Plus L ราคา 789,000 บาท
เฉพาะสี Snowflake Pearl เพิ่มเงินอีก 7,000 บาท
เฉพาะสี Soul Red Crystal เพิ่มเงินอีก 12,000 บาท

Mitsubishi Pajero Sport MY2018 ปรับเพิ่มอุปกรณ์เล็กน้อย เพิ่มราคา 7,000-10,000 บาท

  ค่ายสามเพชร Mitsubishi ได้ทำการกระตุ้นตลาดรถกลุ่มกระบะดัดแปลงหรือ PPV ด้วยการแนะนำ Mitsubishi Pajero Sport รุ่นปรับปรุงอุปกรณ์ปี 2018 ที่ได้ทำการปรับอุปกรณ์ให้มีความครบครันมากยิ่งขึ้น พร้อมกับราคาที่เพิ่มขึ้น 7,000-10,000 บาท

   การปรับปรุงครั้งนี้ทาง Mitsubishi ยังได้มีการปรับเปลี่ยนชื่อรุ่นย่อยใหม่อีกด้วย โดยจะมีการเปลี่ยนเป็นดังต่อไปนี้
- รุ่น GLS-Ltd 2WD เปลี่ยนเป็น GT 2WD
- รุ่น GT 2WD เปลี่ยนเป็น GT-Premium 2WD
- รุ่น GT-Premium 4WD เหมือนเดิม

  ภายนอกไม่มีการเปลี่ยนแปลงดีไซน์แต่อย่างใด มีเพียงแค่การย้ายเสาอากาศด้านหน้าไปฝังไว้ที่กระจกบังลมด้านหลังเท่านั้น ทางด้านภายในห้องโดยสารก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงดีไซน์ แต่มีการตกแต่งและเพิ่มเติมอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น
- เพิ่มวัสดุผิวบุนุ่มด้านข้างบริเวณคอนโซลกลาง
- จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบ 3 มิติ
- เปลี่ยนแอร์เพดานดีไซน์ใหม่แบบ Fin Shut Type
- ที่บังแดดหน้า แบบมีกระจกแต่งหน้าและฝาปิด พร้อมที่เสียบบัตรด้านคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า
- เพิ่มระบบฟอกอากาศนาโนอี Nanoe (ตั้งแต่รุ่น GT-Premium 2WD ขึ้นไป)
- เพิ่มช่องจ่ายกระแสไฟ AC 220 โวลต์ที่คอนโซลกลาง (ตั้งแต่รุ่น GT-Premium 2WD ขึ้นไป)
- เพิ่มช่องใส่สมาร์ทโฟน บริเวณด้านหลังเบาะคนขับและผู้โดยสาร
- เพิ่มช่องเสียบ USB 2 ตำแหน่งสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

  สำหรับขุมพลังก็ยังคงเหมือนเดิมนั่นคือ เครื่องยนต์ดีเซล Mivec VG Turbo ขนาด 2.4 ลิตร มากับพละกำลัง 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตรที่ 2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อม Sport Mode และ ระบบ INC (Idle Neutral Control) + G Sensor รุ่นขับสี่จะมีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD II มาให้

  สำหรับระบบความปลอดภัยของรถไม่มีการเพิ่มเติมแต่อย่างใด ก็จะมีดังต่อไปนี้
- ระบบเบรกมือควบคุมด้วยไฟฟ้า
- ระบบเบรกแบบ ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ EBD
- ระบบเสริมแรงเบรก BA
- ระบบลดกำลังเครื่องยนต์ เพื่อช่วยเบรก
- ถุงลมนิรภัยคู่หน้า พร้อมสวิตช์เปิด-ปิดและไฟแสดงผล สำหรับด้านผู้โดยสาร
- ถุงลมนิรภัยด้านข้าง, บริเวณหัวเข่าด้านคนขับ และม่านถุงลมนิรภัย (เฉพาะ GT-Premium 4WD)
- เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงกลับอัตโนมัติ 2 ทิศทาง พร้อมระบบผ่อนแรง (เฉพาะ GT-Premium 4WD รองลงมาจะมีเฉพาะด้านคนขับ) 
- เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบ ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง
- เข็มขัดนิรภัยแถวที่สองแบบ ELR 3 จุด 3 ตำแหน่ง พร้อมพนักพิงศรีษะ 3 ตำแหน่ง
- เข็มขัดนิรภัยแถวที่สามแบบ ELR 3 จุด 2 ตำแหน่ง
- ระบบล๊อกป้องกันการเปิดประตูหลังจากภายใน
- จุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX ที่เบาะนั่งแถวที่ 2
- ไฟห้องโดยสารเปิดอัตโนมัติ เมื่อปลดล็อก
- ระบบล็อกประตูอัตโนมัติเมื่อรถมีความเร็ว
- ระบบกุญแจป้องกันการโจรกรรม
- ระบบสัญญาณกันขโมย
- ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ
- ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล
- ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA - Hill Start Assist System)
- ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC - Hill Descent Control System) (เฉพาะ GT-Premium 4WD)
- ระบบรักษาเสถียรภาพการทรงตัวขณะลากจูง (TSA - Trailer Stability Assist System)
- ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM - Forward Collision Mitigation System) (รุ่น GT-Premium 2WD และ 4WD)
- ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรง และรวดเร็ว (UMS - Ultrasonic Misacceleration Mitigation System) (รุ่น GT-Premium 2WD และ 4WD)
- ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (รุ่น GT-Premium 2WD และ 4WD)
- กล้องมองภาพรอบคัน พร้อมเส้นกะระยะ และเส้นแสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของรถ (รุ่น GT-Premium 2WD และ 4WD)
- กล้องมองภาพหลังขณะถอยจอด พร้อมเส้นกะระยะ (รุ่น GT 2WD)
- สัญญาณกะระยะจอดด้านหน้า-หลัง (รุ่น GT-Premium 2WD และ 4WD)
- ไล่ฝ้ากระจกหลัง พร้อมระบบตัดการทำงานอัตโนมัติ
- ระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติ ขณะเบรกกะทันหัน

   Mitsubishi Pajero Sport MY2018 มีราคาจำหน่ายดังนี้
- รุ่น GT 2WD ราคา 1,296,000 บาท (+7,000 บาท)
- รุ่น GT-Premium 2WD ราคา 1,399,000 บาท (+10,000 บาท)
- รุ่น GT-Premium 4WD ราคา 1,529,000 บาท (เท่าเดิม)

วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

McLaren Senna ไฮเปอร์คาร์สุดเท่ที่ต่อให้มีเงินก็ซื้อไม่ได้ เพราะขายเกลี้ยงแล้ว

  ค่ายรถสปอร์ตแดนผู้ดีอย่าง McLaren ได้ทำการเปิดเผยข้อมูลของ "Senna" รถไฮเปอร์คาร์พลังแรงคันใหม่ ก่อนจะนำไปโชว์ตัวต่อสาธารณะชนภายในงาน Geneva Motor Show 2018 ที่จะจัดขึ้นช่วงเดือนมีนาคมนี้

  McLaren Senna ถือเป็นหนึ่งในรถที่มาแนวรถแข่งแต่สามารถวิ่งบนท้องถนนทั่วไปได้อย่างถูกกฎหมาย ติดตั้งขุมพลังเบนซิน 4.0 ลิตรเทอร์โบคู่ V8 ที่มากับพละกำลังสูงสุด 800 แรงม้า (PS) พร้อมแรงบิดสูงสุด 800 นิวตัน-เมตร และมากับน้ำหนักตัวที่เบาแค่ 1,198 กิโลกรัมเท่านั้นอันเนื่องมาจากการใช้ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์และอะลูมิเนียมในหลายๆจุด

  ไม่เพียงเท่านั้น ไฮเปอร์คาร์พันธุ์แรงคันนี้ยังมากับอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 2.8 วินาทีเท่านั้น และทะยานไปถึง 200 กม./ชม. ในเวลา 6.8 วินาที สามารถวิ่งในระยะทาง 1/4 ไมล์ได้ในเวลา 9.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 340 กม./ชม.

  ระบบส่งกำลังได้ทำการติดตั้งเกียร์อัตโนมัติแบบ Dual Clutch 7 สปีด พร้อมระบบ RaceActive Chassis Control II (RCC II) ที่สามารถปรับการทำงานของโช้คอัพได้ ล้อรถหุ้มด้วยยาง Pirelli P ZERO Trofeo R นอกจากนี้แล้ว Senna ยังติดตั้งระบบเบรกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่ McLaren ติดตั้งในรถบนถนนเลยก็ว่าได่ หรือแม้แต่ดิสก์เบรกแบบพิเศษ CCM-R ที่ทำจากคาร์บอนเซรามิคแต่ละแผ่นใช้เวลาผลิตนานร่วมเดือนเลยทีเดียว นอกจากนี้แล้วคาลิปเปอร์เบรกด้านหน้าได้แรงบันดาลใจจากรถแข่ง F1 มีลูกสูบระบายอากาศ 6 ตัวเพื่อช่วยระบายความร้อน

  ดีไซน์ภายนอกนั้นถือว่ามีความดุดันและก้าวร้าวกว่า McLaren รุ่นอื่นๆที่ผ่านมา มองเผินๆก็เหมือนรถแข่งที่วิ่งในสนามและยังคงดีไซน์ตามแนว McLaren ยุคใหม่ไว้อยู่ ด้านหน้าจะมีช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ ประตูรถคู่หน้ามีการใส่ลูกเล่นกระจกบริเวณบานประตูเพื่อให้มองทะลุภายในห้องโดยสาร ต่อเนื่องไปถึงด้านท้ายที่มากับสปอยเลอร์ขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักเบาเพียงแค่ 4.87 กิโลกรัมเท่านั้นแต่ออกแบบให้สามารถรับแรงกดได้มากกว่า 100 เท่าของน้ำหนักสปอยเลอร์เลยทีเดียว

  ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์และหนัง Alcantara ลูกค้าสามารถผู้ซื้อสามารถสั่งออปชั่นอย่างหนังชั้นคุณภาพสูง หรือเลือกแพ็คเกจ Touring ที่จะมากับเบาะนั่งคาร์บอนไฟเบอร์ ในขณะที่เซ็นเซอร์กะระยะถอยจอด , กล้องมองหลังติดตั้งมาให้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม รวมทั้งลำโพงน้ำหนักเบาจาก Bowers & Wilkins จำนวน 7 ตัวด้วย ซึ่งเมื่อรวมแล้วมีน้ำหนักแค่ 7.32 กิโลกรัมเท่านั้น

  McLaren Senna ผลิตจำนวนจำกัดแค่ 500 คัน วางราคาจำหน่าย 750,000 ปอนด์ หรือประมาณ 33,012,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีไทย) ซึ่งต่อให้มีเงินตอนนี้ก็ไม่สามารถซื้อได้แล้วเพราะรถถูกขายหมดเกลี้ยงเรียบร้อย โดยคันที่ 500 นั้นถูกประมูลขายในราคา 2 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 88,237,000 บาทไทย

ภาพจาก Carscoops