Like Box

วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560

็แอบถ่ายครั้งแรก Honda HR-V Minor Change วิ่งทดสอบแล้วที่มาเลเซีย

  เวลา 3 ปีกว่าๆ ถือว่าเป็นเวลานานพอสมควรแล้วที่ีรถครอสโอเวอร์อย่าง Honda HR-V อยู่ในตลาด ถึงเวลาแล้วที่จะมีการปรับโฉมกระตุ้นตลาดเพื่อรับศึกกับคู่แข่งมากหน้าหลายตาในตลาด ณ ตอนนี้


  และล่าสุดนั้นมีคุณผู้อ่านของเว็บ Paultan เว็บไซด์รถยนต์ของมาเลเซียสามารถจับภาพรถที่เชื่อว่าน่าจะเป็น Honda HR-V Minor Change ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ยังไม่มีข่าวการพบเจอรถทดสอบ HR-V Minor Change ที่ไหนๆเลย นั่นแปลว่ามาเลเซียคงจะเป็นประเทศแรกๆที่ถูกแอบถ่ายรถคันนี้ได้

  เมื่อดูผ่านสติ๊กเกอร์พรางแล้วจะพบว่าภายนอกจะมีการเปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ที่ดูมีมิติมากขึ้นซึ่งคงได้แรงบันดาลใจมาจาก Honda Civic โฉมล่าสุด คาดว่าน่าจะมีการติดตั้งไฟหน้าแบบ LED มาให้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้จะเห็นว่ากันชนหน้าจะมีการออกแบบกรอบไฟตัดหมอกทรงใหม่รวมทั้งช่องระบายอากาศตรงกันชนจากเดิมที่เป็นตะแกรงรังผึ้งได้เปลี่ยนมาเป็นแถบเส้นตรงแทน


  ในส่วนของด้านท้ายดูเผินๆแล้วเหมือนจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก ไฟท้ายดูๆแล้วเหมือนเป็นของเดิมเลย แต่ก็ยังคาดว่าอย่างน้อยก็น่าจะมีการปรับปรุงในส่วนของกันชนท้ายให้แตกต่างจากรุ่นปัจจุบันบ้าง

  คาดว่าขุมพลังก็น่าจะยังคงใช้เครื่องยนต๋เดิมนั่นคือเครื่องยนต์เบนซินความจุ 1.8 ลิตร พละกำลัง 141 แรงม้าที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 172 นิวตัน-เมตรที่ 4,300 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT 

  สำหรับชาวไทยนั้นคาดว่า Honda HR-V Minor Change จะทำการเปิดตัวภายในช่วงต้นปี 2018 ครับ แต่ยังไม่ทราบว่าเดือนไหน ก็ต้องรอดูต่อไป

ที่มา Paultan

วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560

BMW i8 Roadster เปิดตัวรุ่นเปิดประทุนพร้อมอัปเกรดรุ่น Coupe ด้วย

  ถือว่าประสบความสำเร็จไปไม่น้อยกับรถสปอร์ตปลั๊กอินไฮบริดทรงล้ำอย่าง BMW i8 และล่าสุดคราวนี้ทางค่ายใบพัดฟ้าขาวก็ได้ทำการเผยโฉมหน้าของ i8 Roadster เวอร์ชั่นเปิดหลังคารับลมไปพร้อมๆกับการอัปเดตอุปกรณ์ใหม่ให้กับ i8 Coupe ที่วางขายก่อนหน้านี้ด้วย

  โครงสร้างตัวรถยังคงใช้วัสดุอะลูมิเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์เช่นเคย แต่ได้รับการอัปเกรดแบตเตอรี่ให้มีความจุมากขึ้น และพละกำลังเครื่องยนต์ รวมทั้งกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าที่มากกว่าเดิม แน่นอนว่าจะส่งผลให้ BMW i8 ใหม่นั้นเร็วขึ้นอย่างชัดเจน

  ขุมพลังยังคงใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 3 สูบ เทอร์โบชาร์จเจอร์ ได้รับการเพิ่มเติมพละกำลังเป็น 231 แรงม้า(เดิม 228 แรงม้า) ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าพละกำลัง 143 แรงม้า (เดิม 131 แรงม้า) รวมพละกำลังทั้งระบบที่ 374 แรงม้า สำหรับรุ่นหลังคาแข็ง Coupe จะทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 4.4 วินาทีและรุ่น Roadster ในเวลา 4.6 วินาที ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ 250 กม./ชม.

ด้วยแบตเตอรี่ที่ได้รับการอัพเกรดจาก 20 Ah ถึง 34 Ah และจาก 7.1 kWh เป็น 11.6 ก็จะใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวที่ความเร็ว 65 ไมล์ต่อชั่วโมง (หรือ 43 ไมล์ต่อชั่วโมง) หรือ 75 ไมล์ต่อชั่วโมงในโหมด eDrive ช่วงไฟฟ้าทั้งหมดมีระยะทาง 34 ไมล์ (สำหรับรถเก๋ง, 33 คันสำหรับรถเปิดประทุน) ในรอบการขับขี่แบบ New Europe ที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน

  สำหรับแบตเตอรี่ใน i8 ใหม่ได้รับการอัปเกรดความจุจากเดิม 20 Ah เป็น 34 Ah รวมทั้งการอัปเกรดกำลังจาก 7.1  kWh เป็น 11.6  kWh เมื่อใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงสามารถทำความเร็วได้ 65 ไมล์/ชม. (ประมาณ 105 กม./ชม.) จากเดิม 43 ไมล์/ชม. (ประมาณ 69 กม./ชม.) หรือสามารถเร่งได้ถึง 75 ไมล์/ชม. (ประมาณ 121 กม./ชม.ในโหมดการขับขี่ eDrive ด้วยระบบไฟฟ้าเพียวๆนั้นสามารถวิ่งได้ 34 ไมล์ (ประมาณ 55 กิโลเมตร) ในรุ่น Coupe ส่วนรุ่นเปิดประทุน Roadster จะวิ่งได้ 33 ไมล์ (ประมาณ 53 กิโลเมตร)

  ดีไซน์ภายนอกไม่ได้มีความแตกต่างจากรุ่น Coupe มากเท่าไหร่ มีความต่างตรงที่เบาะหลังหายไป และมีหลังคาแข็งที่แปรเปลี่ยนเป็นหลังคาผ้าใบที่สามารถเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าในเวลา 15 วินาทีที่ความเร็ว 50 กม./ชม.รวมทั้งมีการออกแบบช่วงฝาท้ายด้านหลังใหม่ นอกจากนี้ฝากระโปรงหน้ายังมีการออกแบบบริเวณ Air Shittle ใหม่ และติดโลโก้สัญลักษณ์ไว้บริเวณเสา C และมีตัวเลือกล้ออัลลอยลายใหม่ให้เลือก เช่นเดียวกับ i8 ตัวหลังคาแข็งก็มีการอัปเกรดออปชั่นใหม่ๆตามตัว Roadster

  ภายในห้องโดยสารยังคงดีไซน์เดิม แต่มีการตกแต่งด้วยโทนสีใหม่ ใช้วัสดุการตกแต่งภายในที่มีคุณภาพสูงยิ่งกว่าเดิม มีวัสดุตกแต่งคอนโซลหน้าเป็นคาร์บอนไฟเบอร์และหน้าจอ Head-Up Display ให้เลือกเป็นออปชั่น

  BMW i8 Roadster และ Coupe ใหม่พร้อมขายในสหรัฐฯราวๆเดือนมีนาคม-พฤษภาคมปีหน้ารวมทั้งประกาศราคาในช่วงนั้น ส่วนเมืองไทยคาดว่าทาง BMW คงไม่พลาดที่จะเอามาขาย ซึ่งก็น่าจะเป็นหลังจากตลาดนอกเปิดตัวครับ
  

วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560

Nissan Navara MY2018 โดดเด่นที่การเพิ่มกล้องรอบคัน 360 องศา พร้อมถุงลม 7 ใบ

  ภายในงาน Motor Expo 2017 ที่ผ่านมานั้น ค่าย Nissan ก็ได้มีการแนะนำกระบะ Navara รุ่นปรับอุปกรณ์ปี 2018 ซึ่งถ้าหากใครไม่ได้ทราบข่าวและเห็นตัวรถเผินๆก็จะไม่รู้เลยว่าเขามีการอัปเดตอะไรเพิ่มเติมบ้าง

  ดีไซน์ภายนอกไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดอะไรทั้งสิ้นเลย และไม่ได้มีการยกตัวถังให้สูงขึ้นเหมือนที่มีข่าวออกมาแต่อย่างใด 

  การเปลี่ยนแปลงนั้นจะเน้นไปที่การเพิ่มระบบความปลอดภัย นั่นก็คือการติดตั้งกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา Around View Monitor (AVM) เป็นครั้งแรกในวงการปิคอัพกระบะเมืองไทยเลยก็ว่าได้ โดยภาพจากกล้องรอบคันจะแสดงผลบริเวณกระจกมองหลังเหมือนใน Nissan Note ซึ่งรุ่นย่อยที่ได้เพิ่มกล้องรอบคันเข้าไปก็จะมีตามนี้ครับ (รุ่น Sportech ไม่มีการเพิ่มเติมอะไรทั้งสิ้น)
รุ่นตอนครึ่ง King Cab 
- Calibre EL 6MT
- Calibre V 7AT
- 4WD V 7AT
รุ่น 4 ประตู Double Cab
- Calibre EL 6MT
- Calibre EL 7AT
- Calibre V 7AT
- Calibre VL 6MT
- 4WD VL 7AT

  นอกจากนั้นยังมีอีกหนึ่งระบบความปลอดภัยที่เพิ่มเข้ามาก็คือ "ถุงลมนิรภัย 7 ใบ" ที่ประกอบด้วย ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ด้านข้าง 2 ม่านถุงลมนิรภัย 2 และหัวเข่าคนขับ 1 ใบ ที่เพิ่มมาให้เฉพาะรุ่น Double Cab 4WD VL 7AT เท่านั้น

  ทางด้านขุมพลังนั้นยังคงใช้ขุมพลังเดิม นั่นคือ
เครื่องยนต์ดีเซลรหัส YD25DDTi ความจุ 2.5 ลิตร 4 สูบแถวเรียง เทอร์โบแปรผัน VGS อินเตอร์คูลเลอร์ ที่มีพละกำลัง 2 ระดับ
- พละกำลัง 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 403 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที 
- พละกำลัง 190 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาทีแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที 
ทั้งหมดมีระบบส่งกำลังให้เลือกคือ เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะและเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด พร้อม Manual Mode 

  ระบบความปลอดภัยของรถก็มีเพิ่มเติมนิดหน่อยตามที่อธิบายข้างต้น แต่หลักๆก็จะมี
- ระบบเบรก ABS พร้อม EBD และ BA (รุ่น King Cab เฉพาะตัวเตี้ย V 6MT, ตัวยกสูง Calibre E 6MT ขึ้นไป / รุ่น Double Cab ตัวยกสูง Calibre E 6MT ขึ้นไป)
- ถุงลมคู่หน้า
- ถุงลมด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมเข่าคนขับ (เฉพาะรุ่น Double Cab 4WD VL 7AT)
- ระบบลิมิเต็ดสลิป (เฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ 4WD)
- ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ VDC (รุ่น King Cab , Double Cab 4WD ทุกรุ่น)
- ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HSA (รุ่น King Cab , Double Cab 4WD ทุกรุ่น)
- ระบบช่วยการขับขี่ขณะลงทางชัน HDC (รุ่น King Cab , Double Cab 4WD ทุกรุ่น)
- ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีบนถนนลื่น TCS (รุ่น King Cab , Double Cab 4WD ทุกรุ่น)
- กล้องมองหลัง (ทุกรุ่นยกเว้นรุ่น Single Cab Chassis Cab)
- กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา (รุ่น King Cab Calibre EL 6MT , V 7AT , 4WD V 7AT / รุ่น Double Cab Calibre EL 6MT , EL 7AT , V 7AT , VL 6MT ,4WD VL 7AT)

ราคาจำหน่ายของ Nissan Navara MY2018 มีดังต่อไปนี้
รุ่นตอนเดียว Single Cab 
- S 6MT ราคา 549,500 (+12,000 บาท)
- SL 6MT ราคา 557,500 บาท (+12,000 บาท)
- SL 6MT รุ่นเบาะแยก ราคา 557,500 บาท (+12,000 บาท)

รุ่นตอนครึ่ง King Cab 
* ตัวเตี้ย
- S 6MT ราคา 635,000 บาท (+13,000 บาท)
- E 6MT ราคา 665,000 บาท (+13,000 บาท)
- V 6MT ราคา 702,000 บาท (+3,000 บาท)
* ขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง
- Calibre S 6MT ราคา 713,000 บาท
- Calibre E 6MT ราคา 755,000 บาท (+3,000 บาท)
- Calibre E 6MT ฺBlack Edition ราคา 801,500 บาท (+3,000 บาท)
- Calibre V 7AT ราคา 869,500 บาท (+12,000 บาท)
- Calibre EL 6MT ราคา 796,500 บาท (+14,500 บาท)
- Calibre EL 6MT Sportech ราคา 843,500 บาท (+5,000 บาท)
* ขับเคลื่อน 4 ล้อ
- 4WD V 6MT ราคา 906,000 บาท (+12,000 บาท)

รุ่น 4 ประตู Double Cab 
* ตัวเตี้ย 
- S 6MT ราคา 691,000 บาท
- E 6MT ราคา 751,000 บาท (+3,000 บาท)
* ขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง
Calibre S 6MT ราคา 793,500 บาท
Calibre E 6MT ราคา 840,500 บาท (+3,000 บาท)
Calibre E 6MT Black Edition ราคา 876,500 บาท (+3,000 บาท)
Calibre EL 6MT ราคา 869,000 บาท (+15,000 บาท)
Calibre EL 6MT Sportech ราคา 911,000 บาท (+2,500 บาท)
Calibre EL 7AT ราคา 911,500 บาท (+14,500 บาท)
Calibre EL 7AT ฺBlack Edition ราคา 935,500 บาท (+2,500 บาท)
Calibre V 7AT ราคา 940,500 บาท (+12,000 บาท)
Calibre V 7AT Sportech ราคา 977,500 บาท (+3,000 บาท)
Calibre VL 6MT ราคา 963,500 บาท (+12,000 บาท) 
Calibre VL 6MT Sportech ราคา 995,000 บาท (+3,000 บาท)

* ขับเคลื่อน 4 ล้อ
- 4WD S 6MT ราคา 873,500 บาท (+3,000 บาท)
- 4WD VL 7AT ราคา 1,090,000 บาท (+30,000 บาท) 
- 4WD VL 7AT Sportech ราคา 1,106,000 บาท (+3,000 บาท)
  

วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สรุปไฮไลต์เด็ดๆในงาน Motor Expo 2017 มีอะไรน่าสนใจบ้าง

  จบกันไปแล้วสำหรับงาน Motor Expo 2017 ที่จัดขึ้นในวันที่ 30 พ.ย.-11 ธ.ค. ที่ผ่านมา ถือว่าปิดฉากได้อย่างสวยงามกับยอดจองเฉพาะรถยนต์ที่มีทั้งหมด 39,832 คัน ถือว่าเยอะใช้ได้ทีเดียว ไม่แปลกใจเพราะภายในงานมีรถรุ่นใหม่จ่อเข้ามาเปิดตัวอย่างมากมาย และแต่ละคันก็มีความน่าสนใจ ซึ่งภายในงานจะมีรถอะไรน่าสนใจบ้าง ไปชมกันได้เลยครับ

Aston Martin 

  ค่ายรถสปอร์ตแดนผู้ดีมีการเปิดตัว Aston Martin DB11 เครื่องยนต์ V8 ที่มากับเครื่องยนต์เบนซิน 4.0 ลิตร V8 จาก AMG มากับพละกำลัง 503 แรงม้า ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 4 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 300 กม./ชม. วางจำหน่ายในราคาค่าตัว 21,900,000 บาท นอกจากนี้ก็จะมี Aston Martin Vanquish , Rapide และ Vantage มาจัดแสดงด้วย

Audi

ค่ายสี่ห่วงมีการแนะนำรถรุ่นใหม่ 2 คันด้วย ได้แก่

* Audi A5 Sportback สปอร์ตคูเป้ 5 ประตูพื้นฐานเดียวกับ A5 Coupe มีให้เลือก 2 รุ่นย่อยได้แก่
- 40 TFSI ราคา 3,299,000 บาท มากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบ พละกำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 4,200 – 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร ที่ 1,450 – 4,200 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ S-Tronic 7 สปีดพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหน้า

- 45 TFSI Quattro S-Line ราคา 4,299,000 บาท มากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบเทอร์โบ พละกำลังสูงสุด 252 แรงม้า ที่ 5,000 – 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร ที่ 1,600 –4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ S-Tronic 7 สปีดพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ


* Audi A4 Avant 45 TFSI Quattro S-Line Black Edition ราคา 3,249,000 บาท รถทรงแวกอนตัวแรงรุ่นพิเศษที่มากับการตกแต่งภายนอกและภายในที่ไม่ธรรมดา มากับเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบเทอร์โบ พละกำลังสูงสุด 252 แรงม้า ที่ 5,000 – 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร ที่ 1,600 –4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ S-Tronic 7 สปีดพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

นอกจากนี้ก็จะมีรุ่นอื่นๆมาโชว์ตัวเกือบครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Audi Q2,Q3,Q5,Q7.A5 Coupe,TT,TTS และ R8

Bentley
  แม้ยังไม่มีการนำ Bentley Continental เจเนเรชั่นล่าสุดที่เปิดตัวในตลาดโลกแล้วมาจัดแสดง แต่ก็มีการเปิดรับจองสำหรับเศรษฐีกระเป๋าหนักในไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังมีการนำ Bentley Bentayga และ Bentley Flying Spur มาโชว์ภายในงานเรียกแขกไปก่อน


BMW / MINI

  ค่ายใบพัดฟ้าขาวมีการแนะนำรถรุ่นใหม่มากมายหลายรุ่นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น
* BMW 330e Iconic รุ่นพื้นฐานของเวอร์ชั่นปลั๊กอินไฮบริด มากับเครื่องยนต์เบนซิน TwinPower Turbo 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร พละกำลัง 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 290 นิวตัน-เมตร ผนวกการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 88 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร รวมพละกำลังทั้งระบบ 252 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด วางจำหน่ายในราคา 2,259,000 บาท 


* BMW 320d GT M Sport อีกหนึ่งเวอร์ชั่นในตระกูล 3-Series ที่มีการเพิ่มรุ่นย่อย M Sport เข้ามาจำหน่ายในไทย มีการตกแต่งภายนอกด้วยชุดแต่งรอบคันของ M มากับเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ BMW TwinPower Turbo 2.0 ลิตร พละกำลัง 190 แรงม้า จำหน่ายในราคา 2,999,000 บาท


* BMW 530e อีกหนึ่งรุ่นที่มีการแนะนำขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด เพื่อมาต่อกรกับ Mercedes-Benz E350e โดยมากับเครื่องยนต์เบนซิน TwinPower Turbo 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร พละกำลัง 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 290 นิวตัน-เมตร ผนวกการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 113 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร รวมพละกำลังทั้งระบบ 252 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด มีจำหน่าย 2 รุ่นย่อย ได้แก่
 - 530e Luxury ราคา 3,639,000 บาท
 - 530e M Sport ราคา 3,939,000 บาท


* BMW 630d GT M Sport หรือเวอร์ชั่นที่ดูสปอร์ตมากขึ้นของ 5-Series แถมยังมีขนาดตัวถังและภายในห้องโดยสารที่โอ่โถงกว่า มากับขุมพลังดีเซล TwinPower Turbo 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร  พละกำลัง 265 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 620 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด วางจำหน่ายในราคา 4,739,000 บาท

* * BMW M760Li รุ่นท็อปออฟเดอะไลน์ของ 7-Series กับการแนะนำรุ่น M Sport ที่มีการเสริมชุดแต่งให้ดูสปอร์ตมากขึ้น และยังมากับขุมพลังบล็อกใหญ่ เบนซิน 6.6 ลิตร V12 TwinPower Turbo พละกำลังสูงสุด 610 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 800 นิวตัน-เมตร มีราคาจำหน่ายที่ 13,539,000 บาท 
* BMW X3 โฉมใหม่ที่มีการเปิดตัวครั้งแรกในไทย เบื้องต้นวางจำหน่ายในรุ่น xDrive20d XLine ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ BMW TwinPower Turbo 2.0 ลิตร พละกำลัง 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Steptronic มาพร้อมราคาค่าตัวที่ 3,699,000 บาท


  นอกจากนั้นแล้วยังมีรถรุ่นอื่นๆมาแสดงครบถ้วนไม่ว่าจะเป็น BMW X5,X6,M2,M4,i8 ฯลฯ


  ต่อด้วยในส่วนของแบรนด์ MINI ที่มีการเปิดตัวรถใหม่ก็คือ MINI Countryman John Cooper Works   ดีไซน์ภายนอกจะมีการปรับเปลี่ยนกระจังหน้าเป็นลายรังผึ้งให้ดูดุดันขึ้น เสริมขอบสีแดงบริเวณกระจังหน้าเพิ่มความสปอร์ต ทางด้านกันชนหน้าก็มีการออกแบบรายละเอียดให้สปอร์ตกว่ารุ่นปกติ  ภายในห้องโดยสารจะมากับเบาะนั่งภายในใหม่ที่ดูสปอร์ตขึ้น พวงมาลัยหุ้มหนังแบบสปอร์ต ตกแต่งภายในด้วยโทนสีดำและแดง ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตรเทอร์โบ 4 สูบ มากับพละกำลัง 228 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดแบบ Steptronic วางจำหน่ายในราคา 3,548,000 บาท   นอกจากนั้นก็จะมี MINI รุ่นอื่นๆมาจัดแสดงพร้อมหน้าพร้อมตากันครบถ้วน

Chevrolet
  ค่ายโบว์ไทน์มีไฮไลต์ภายในงานก็คือ Chevrolet Colorado Centennial Edition รุ่นพิเศษฉลอง 100 ปีกระบะค่าย Chevrolet มีการตกแต่งภายนอกให้ดูแข็งแกร่งขึ้น เครื่องยนต์รหัส LK2 ดีเซล แถวเรียง วางตามยาว 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC พร้อมเทอร์โบแปรผัน (VGT) และอินเตอร์คูลเลอร์ ระบบจ่ายเชื้อเพลิงคอมมอนเรล ไดเรค อินเจคชั่น ความจุ 2499 CC. กำลังสูงสุด 180 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 440 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดพร้อม Manual Mode และยังผลิตแค่จำนวนจำกัด 100 คันเท่านั้น วางขายในราคาดังต่อไปนี้
- ตัวถังตอนครึ่ง 
X-CAB LTZ 4x2 MT ราคา 814,000 บาท (+15,000 บาทจากรุ่นปกติ)
- ตัวถังสี่ประตู 
C-CAB LTZ 4x2 MT ราคา 943,000 บาท (+15,000 บาทจากรุ่นปกติ)
High Country 4x2 AT ราคา 1,033,000 บาท (+35,000 บาทจากรุ่นปกติ)
High Country 4x4 AT ราคา 1,103,000 บาท (+35,000 บาทจากรุ่นปกติ)

  นอกจากนี้ก็ยังมี Chevrolet Colorado รุ่นปกติ, Trailblazer รวมถึง Captiva มาจัดแสดงภายในงาน ส่วน Cruze ไม่มีมาโชว์ภายในงานแล้วครับ

Ford
  ไม่ขอพิมพ์อะไรมาก ภายในงานก็ยังคงไม่มีรถรุ่นใหม่มาเปิดตัว และยังคงมีรถหน้าเดิมๆขายอยู่ ทั้ง Ford Ranger , Everest , Ecosport , Focus และ Fiesta

Foton
  ในบูธก็ยังคงไว้ซึ่งรถหน้าเดิมๆขายเช่นกัน และที่ขาดไม่ได้ก็คือ Foton Tunland ที่ยังคงนำมาโชว์เพื่อให้รู้ว่ายังขายอยู่ นอกจากนั้นก็จะมีรถบรรทุกและรถตู้จัดแสดงภายในงาน

Honda
  แทบจะไม่มีอะไรน่าดึงดูดเลยถ้า Honda ไม่มีการกระตุ้นตลาดด้วยการเพิ่มสีแดงใน Honda Civic รุ่น 1.8 EL และ Turbo RS ซึ่งก็เรียกความน่าสนใจได้ระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามถึงจะไม่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆช่วงปลายปี แต่ผู้คนก็ยังคงให้ความสนใจกับบูธของ Honda มากเหมือนเช่นเคย เพราะยังมีรถที่น่าสนใจหลายคัน ทั้ง Honda CR-V , City , Jazz ฯลฯ

Hyundai 
  ค่ายรถยนต์เกาหลีรายนี้ก็ยังคงมีรถหน้าเดิมอย่าง Hyundai H-1 และ Grand Starex ขายอยู่ ส่วน Hyundai Tucson ที่เอาเข้ามาโชว์ปีที่แล้วก็ยังไม่ขายจริงในไทยเสียที อย่างไรก็ตามค่ายรถเกาหลีรายนี้ก็มีรถมาเรียกแขกเข้าบูธถึง 2 คันด้วยกัน
* Hyundai RN30 Concept ต้นแบบที่ได้รับการต่อยอดมาจากรถ Hyundai i30 เป็นต้นแบบที่สร้างขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง HYUNDAI MOTOR SPORT-HMSG, ศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีภาคพื้นยุโรปของ Hyundai และหน่วยพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูงและการพัฒนาเทคโนโลยีของ Hyundai นั่นเอง

* Hyundai iONIQ  รถยนต์พลังงานไฟฟ้าของค่าย ที่มีทางเลือกขุมพลังถึง 3 แบบ ได้แก่ Hybrid , Plug-In Hybrid และ EV มาโชว์ตัวเฉยๆแต่ยังไม่ขายในไทย

Isuzu
  ค่ายตรีเพชรมีไฮไลต์ภายในงานก็คือ Isuzu D-Max รุ่นปรับปรุงใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานพฤศจิกายนที่ผ่านมานั่นเอง มีการอัปเกรดรูปโฉมนิดหน่อย ตกแต่งภายในให้ดูดียิ่งขึ้น แต่ยังไร้เงาเครื่องยนต์ใหม่แทนที่ 3.0 ลิตรอย่างที่หลายคนรอกัน โดยยังใช้ขุมพลังอยู่ 2 แบบคือ
*รุ่น 1.9 ลิตร เครื่องยนต์ดีเซลรหัส RZ4E-TC 1.9 ลิตร ความจุ 1898 ซีซี. พละกำลัง 150 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตรที่ 1,800-2,600 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด
*รุ่น 3.0 ลิตร เครื่องยนต์ดีเซลรหัส 4JJ1-TCX 3.0 ลิตร ความจุ 2999 ซีซี. พละกำลัง 177 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตรที่ 1,800-2,800 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด 
สนนราคาตั้งแต่ 497,000-1,099,000 บาท

Jaguar / Land Rover
  ค่ายเสือกระโดดมีไฮไลต์ที่น่าสนใจก็คือ Jaguar F-Type 400 Sport รถสปอร์ตสุดหรูรุ่นพิเศษที่มากับชุดแต่งรอบคันเสริมความดุ มากับเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร V6 พละกำลัง 400 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 460 นิวตัน-เมตร ที่ 3,500 - 5,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-96 กม./ชม. ในเวลา 4.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 275 กม./ชม. ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 11,999,000 บาท  นอกจากนั้นก็จะมีรุ่นอื่นๆมาจัดแสดงครบถ้วน ทั้ง Jaguar XE , XF , F-Pace

   ในส่วนของ Land Rover นั้นยังคงมีตัวเด็ด 2 คันก็คือ Land Rover Discovery โฉมใหม่ล่าสุด และ Range Rover Velar มาแสดงภายในงาน และก็รุ่นอื่นๆอีกหลายรุ่นทั้ง Range Rover Sport , Range Rover Evoque 

Kia
   ค่ายเกาหลีรายนี้มีพระเอกของงานเลยก็คือ Kia Stinger จอดสีแดงเด่นสวยงามตระการตา ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าค่ายเกาหลีจะใจถึงเอามาขายในไทยด้วย ภายนอกมีรูปลักษณ์ที่ดูสวยงามน่าค้นตา และมีภายในที่ค่อนข้างหรูหรา  ขุมพลังที่นำมาจำหน่ายในไทยจะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน Theta II 2.0 ลิตร T-GDi เทอร์โบชาร์จ 4 สูบ 16 วาล์ว พละกำลังสูงสุด 255 แรงม้า (PS) ที่ 6,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 352 นิวตัน-เมตรที่ 1,400 - 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด (Shift by waire) มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง สนนราคาคันละ 2,990,000 บาท

  อีกคันก็คือ Kia Soul EV รถพลังงานไฟฟ้าพื้นฐานเดียวกับ Kia Soul รุ่นปกติ มีการออกแบบภายนอกใหม่เล็กน้อยให้มีความเป็นรถพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าพละกำลังสูงสุด 109 แรงม้าที่ 2,730-8,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 285 นิวตัน-เมตรที่ 0-2,730 รอบ/นาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 145 กม./ชม. โดยใช้พลังไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ Lithium-ion polymer สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 250 กิโลเมตร ราคาค่าตัวค้อนข้างแพงพอสมควร โดยอยู่ที่ 2,297,000 บาท นอกจากนั้นก็จะมีรถอย่าง Kia Grand Carnival จัดแสดงภายในงาน

Lexus
  รถหรูแดนอาทิตย์อุทัยมีรถใหม่มากหน้าหลายตามาอวดโฉมภายในงาน สร้างความสนใจแก่ผู้เข้าชมไม่น้อยเลย
* Lexus NX Minor Change รุ่นเดิมที่สวยอยู่แล้วก็มีการปรับดีไซน์ภายนอกให้สวยยิ่งขึ้นไปอีก มีขุมพลังทางเลือก 2 แบบ ได้แก่
- NX300h เครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร รหัส 2AR-FXE DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว VVT-i พละกำลังสูง 156 แรงม้า ที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 210 นิวตันเมตร ที่ 4,400 – 4,900 รอบ/นาที ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 143 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร รวมพละกำลังทั้งระบบ 197 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์ E-CVT
- NX300 เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร รหัส 8AR-FTS DOHC 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว Dual VVT-iw พ่วงเทอร์โบ พละกำลัง 238 แรงม้าที่ 4,800 – 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,650 – 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด
มีทางเลือกทั้งหมด 6 รุ่นย่อย ได้แก่
  - NX300h Luxury ราคา 2,930,000 บาท
  - NX300h Grand Luxury ราคา 3,140,000 บาท
  - NX300h Premium ราคา 3,550,000 บาท
  - NX300h F-Sport ราคา 4,050,000 บาท
  - NX300 Grand Luxury ราคา 3,440,000 บาท
  - NX300 F-Sport AWD ราคา 4,450,000 บาท

* Lexus LS ซีดานหรูระดับเรือธงของค่ายที่มีการพลิกโฉมใหม่หมดจดให้มีความโฉบเฉี่ยวเฟี้ยวฟ้าวมากยิ่งขึ้น มาพร้อมกับขุมพลัง 3 แบบด้วยกัน ได้แก่
- LS350 เครื่องยนต์เบนซิน 3.5 ลิตร 8-GR-FKS V6 24 วาล์ว DOHC พละกำลัง 315 แรงม้าที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร ที่ 4,800 – 4,900 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด
- LS500 เครื่องยนต์เบนซิน 3.5 ลิตร V-35A-FTS V6 DOHC ทวินเทอร์โบ พละกำลัง 421 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 4,800 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด
- LS500h รุ่นไฮบริด เครื่องยนต์เบนซิน 3.5 ลิตร 8-GR-FKS V6 24 วาล์ว DOHC พละกำลัง 299 แรงม้าที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 356 นิวตันเมตร ที่ 5,100 รอบ/นาที ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กำลังสูงสุด 180 แรงม้า แรงบิด 300 นิวตันเมตร พร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion รวมพละกำลังทั้งระบบ 359 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Lexus Multi Stage Hybrid
มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ได้แก่
- LS350 Luxury ราคา 11,530,000 บาท 
- S500 Executive ราคา 13,080,000 บาท 
- LS500h Executive ราคา 14,500,000 บาท 
- LS500h Executive Pleat ราคา 15,830,000 บาท
* Lexus LC500 รุ่นนี้สามารถสั่งนำเข้าเป็นพิเศษได้ มากับรูปโฉมที่ล้ำอนาคตเสมือนเป็นรถต้นแบบเลยก็ว่าได้ มากับขุมพลังเบนซิน V8 5.0 ลิตรที่ได้รับการปรับแต่งท่อไอดีคู่จนให้กำลังสูงสุด 474 แรงม้า ที่ 7,100 รอบ/ นาที แรงบิดสูงสุด 527 นิวตัน-เมตรที่ 4,800 รอบ/ นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม.ในเวลาต่ำกว่า 4.5 วินาที ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 16,950,000 บาท

นอกเหนือจากนั้นก็จะมีรุ่นอื่นๆมาแสดง ได้แก่ Lexus CT200h, RX , ES

Maserati
  ค่ายตรีศูลมีไฮไลต์ภายในงาน็คือ Maserati Levante S รถเอสยูวีตัวแรงสุดของค่าย มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร V6 พละกำลังสูงสุด 430 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด วางจำหน่ายในราคา 12,490,000 บาท 

นอกจากนั้นก็จะมีรถรุ่นอื่นๆมาโชว์ตัวครบ ทั้ง Maserati Ghibli , Quattroporte และ Granturismo

Mazda
  พระเอกของบูธคงจะหนีไม่พ้น Mazda CX-5 โฉมใหม่ที่มีการเปลี่ยนโฉมใหม่หมดจดทั้งภายนอกและภายในให้มีความสวยงามหรูหรามากยิ่งขึ้น มีขุมพลังให้เลือก 2 แบบ
- เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร Skyactiv-G พละกำลัง 165 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 210 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที
- เครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร Skyactiv-D พละกำลัง 175 แรงม้าที่ 4,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 รอบ/นาที
ทุกรุ่นส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ SkyActiv-Drive 6 สปีด และมากับระบบขับเคลื่อนล้อหน้า เฉพาะดีเซลตัวท็อปที่ได้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
 All-New Mazda CX-5 มีทางเลือกรุ่นย่อยทั้งหมด 5 รุ่นย่อย แบ่งเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 3 รุ่นย่อย และดีเซล 2 รุ่นย่อย
เบนซิน
2.0 C ราคา 1,290,000 บาท
2.0 S ราคา 1,400,000 บาท
2.0 SP ราคา 1,530,000 บาท 
ดีเซล
XD ราคา 1,560,000 บาท 
XDL ราคา 1,770,000 บาท 
นอกจากนี้ก็มี Mazda 2,3,CX-3,BT-50 และ MX-5 มาจัดแสดงภายในงานด้วย

Mercedes-Benz
  ค่ายดาวสามแฉกมีรถรุ่นใหม่ๆมาเปิดตัวมากมายหลายรุ่นทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น
* Mercedes-Benz E-Class Cabriolet อีกรุ่นหนึ่งในตระกูล E-Class นั่นก็คือเวอร์ชั่นเปิดหลังคา โดยใช้หลังคาผ้าใบที่สามารถเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าในเวลา 20 วินาทีที่ความเร็วจำกัดไม่เกิน 50 กม./ชม. วางจำหน่ายในรุ่น E300 Cabriolet AMG Dynamic เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตรเทอร์โบ พละกำลัง 245 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตรที่ 1,300 – 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic ราคาขายอยู่ที่ 5,190,000 บาท

 * Mercedes-Benz S-Class Minor Change ซีดานหรูรุ่นปรับโฉมใหม่ให้มีความทันสมัยและหรูหรามากขึ้น วางจำหน่ายด้วยรุ่น S350d AMG Premium มากับเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร V6 พละกำลัง 286 แรงม้าที่ 3,400-4,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 600 นิวตัน-เมตรที่ 1,200-3,200 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic วางราคาขายไว้ที่ 7,640,000 บาท 

พร้อมกันนี้ยังมีการเปิดตัว Mercedes-Maybach S560 Premium เวอร์ชั่นฐานล้อยาวอีกด้วย มากับขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินรหัส M176 แบบ V8 Bi-Turbo 4.0 ลิตร พละกำลัง 469 แรงม้าที่ 5,250-5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร ที่ 2,000-4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ 9G-Tronic แบบ DIRECT SELECT อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 4.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. วางขายในราคา 17,440,000 บาท

* Mercedes-AMG GT C Roadster สปอร์ตหรูในเวอร์ชั่นเปิดหลังคา หลังคาผ้าใบทำจากวัสดุแมกนีเซียม เหล็ก และอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา โดยหลังคาที่สามารถเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าในเวลา 11 วินาทีที่ความเร็ว 50 กม./ชม. มากับเครื่องยนต์เบนซิน 4.0 ลิตร V8 พละกำลัง 558 แรงม้าที่ 5,750 – 6,750 รอบ/นาที พร้อมแรงบิด 680 นิวตัน-เมตรที่ 1,900 – 5,500 รอบ/นาที อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 3.7 วินาที ความเร็วสูงสุดล็อคไว้ที่ 317 กม./ชม. ทั้งหมดส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด Dual Clutch วางขายในราคา 16,800,000 บาท

Mercedes-AMG GT R ตัวแรงระดับเรือธงที่มีการออกแบบภายนอกให้ดุดันกว่ารุ่นปกติ มากับเครื่องยนต์เบนซิน 4.0 ลิตร V8 Bi-Turbo พละกำลัง 585 แรงม้า ที่ 6,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร ที่ 1,900 – 5,500 รอบ/นาที อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 3.7 วินาที ความเร็วสูงสุดล็อคไว้ที่ 317 กม./ชม. ทั้งหมดส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด Dual Clutch วางขายในราคา 17,400,000 บาท

นอกจากนั้นแล้วก็จะมีรุ่นอื่นๆมาจัดแสดงอย่างครบครัน ทั้ง C-Class,E-Class,GLA,GLE ฯลฯ

MG
  ค่ายรถอังกฤษในเงื้อมมือจีนยังคงไร้เงาการเปิดตัวรถ MPV อย่าง MG GV แต่มีมีไฮไลต์เด็ดก็คือ MG ZS นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าต้องการมาท้าชนกับ Honda HR-V , Mazda CX-3 และคู่แข่งรายอื่นๆ มีจุดขายสำคัญคือระบบสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย i-SMART ทำตลาดด้วยเครื่องยนต์เบนซินรหัส 15S4C DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว VTi-TECH ความจุ 1.5 ลิตร มากับพละกำลังสูงสุด 114 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตัน-เมตรที่ 4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดพร้อม Manual Mode รองรับเชื้อเพลิงสูงสุด E85
  MG ZS แบ่งการจำหน่ายทั้งหมด 3 รุ่นย่อยด้วยกัน ได้แก่
- 1.5 C ราคา 679,000 บาท
- 1.5 D ราคา 729,000 บาท
- 1.5 X ราคา 789,000 บาท
นอกจากนั้นแล้วยังมีรุ่นอื่นๆมาแสดงครบถ้วนทั้ง MG3,5,6,GS

Mitsubishi
   ค่ายทรีไดมอนด์มีไฮไลต์สำคัญก็คือ Mitsubishi Triton Athlete รุ่นตกแต่งพิเศษที่ได้อัปเกรดรูปโฉมจากรุ่นปกติให้มีความเท่และสปอร์ตมากขึ้น ทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสาร ขุมพลังนั้นยังคงใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว MIVEC เทอร์โบแปรผัน อินเตอร์คูลเลอร์ ความจุ 2.4 ลิตร (2442 ซีซี.) มากับพละกำลังสูงสุด 181 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตรที่ 2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีดหรือเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อและขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Super Select 4WD II พร้อม Diff Lock ที่เฟืองท้าย 
 Mitsubishi Triton Athlete มีการจำหน่ายทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่
- Double Cab Plus 6MT ราคา 879,000 บาท (เพิ่มจากรุ่นปกติ 48,000 บาท)
- Double Cab Plus 5AT ราคา 924,000 บาท (เพิ่มจากรุ่นปกติ 48,000 บาท)
- Double Cab 4WD AT ราคา 1,111,000 บาท (เพิ่มจากรุ่นปกติ 41,000 บาท)

  และอีกคันที่มาอวดโฉมภายในงานก็คือ Mitsubishi GT-PHEV Concept  เป็นรถอเนกประสงค์ SUV ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ PLUG-IN HYBRID สามารถเดินทางด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเป็นระยะทางสูงสุด 120 กม. และสามารถเพิ่มระยะทางเป็น 1,200 กม. เมื่อใช้รูปแบบการขับขี่แบบ COMBINED MODE ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ SUPER ALL WHEEL CONTROL (S-AWC) พร้อมระบบควบคุมการทรงตัว

  นอกจากนั้นก็จะมีรุ่นอื่นๆมาจัดแสดงครบถ้วน ทั้ง Mitsubishi Pajero Sport , Mirage , Attrage

Nissan
   ค่ายเพื่อนที่แสนดี มีการแนะนำรถใหม่ก็คือ Nissan Navara MY2018 ที่มีการเพิ่มกล้องมองภาพรอบคันมาให้เป็นครั้งแรกในตลาดกระบะเมืองไทย ในรุ่น EL , V ทั้งแบบ Calibre และ 4WD (ไม่มีในตัว Sportect) ขุมพลังยังคงใช้เครื่องเดิม นั่นก็คือเครื่องยนต์ดีเซลรหัส YD25DDTi ความจุ 2.5 ลิตร 4 สูบแถวเรียง เทอร์โบแปรผัน VGS อินเตอร์คูลเลอร์ พละกำลัง 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 403 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที และพละกำลัง 190 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาทีแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะและเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด พร้อม Manual Mode 
ราคาจำหน่ายของ Nissan Navara MY2018 มีดังนี้
รุ่น Single Cab ราคา 549,500-557,500 บาท
รุ่น King Cab ราคา 635,000-906,000 บาท
รุ่น Double Cab ราคา 691,000-1,106,000 บาท

  นอกจากนี้ Nissan ยังมีรถที่น่าสนใจอีก 2 คันเอามาโชว์ภายในงาน และ 2 คันนี้อาจมีแผนวางขายในไทยในอนาคตด้วย ซึ่งก็จะมี
* Nissan Leaf โฉมใหม่ล่าสุด รถพลังงานไฟฟ้าคันเก่งของค่ายที่เพิ่งเปิดตัวในตลาดโลกไม่นานนี้เอง ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนขนาด 40 กิโลวัตต์ชั่วโมงและมอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว พละกำลัง 150 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร ระยะทางวิ่งนั้นหน่วยงานสิ่งแวดล้อมของสหรัฐหรือ EPA ประเมินว่าจะวิ่งได้ราวๆ 150 ไมล์หรือ 240 กิโลเมตร ส่วนฝั่งยุโรปจะประเมินไว้ที่ 378 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC (New European Driving Cycle) และญี่ปุ่นประเมินไว้ที่ 400 กม. ตามมาตรฐาน JC08 ของญี่ปุ่น 

  ระยะเวลาการชาร์จนั้น เมื่อใช้ปลั๊ก 3 กิโลวัตต์จะใช้เวลา 16 ชั่วโมง ถ้าเป็นปลั๊ก 6 กิโลวัตต์จะใช้เวลา 8 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันการชาร์จไฟแบบเร่งด่วนที่สามารถชาร์จได้ 80% ในเวลา 40 นาทีเท่านั้น 

* Nissan Note e-Power หน้าตาก็ไม่ต่างจาก Note ที่ขายในไทยตอนนี้ แต่มีความแตกต่างนิดหน่อยบริเวณกระจังหน้าสีฟ้า รวมทั้งการตกแต่งภายในที่ดูดีกว่าเวอร์ชั่นบ้านเราพอสมควร ขุมพลังจะใช้เครื่องยนต์เบนซินไปใช้ในการขับเคลื่อนกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้มีอัตราสิ้นเปลืองที่ดีขึ้นมาก โดยมีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยราวๆ 34 กม./ลิตร

  นอกจากนี้ยังคงมีรุ่นอื่นๆมาแสดงครบ ไม่ว่าจะเป็น Nissan March , Almera , Sylphy , X-Trail และอีกหลากหลายรุ่น

Porsche
   ค่ายสปอร์ตหน้ากบนำรถรุ่นใหม่ล่าสุดมาอวดโฉมถึง 3 คันด้วยกัน ได้แก่
* Porsche Cayenne โฉมใหม่ล่าสุด โดยรถที่นำมาโชว์ยังคงเป็นพวงมาลัยซ้ายเพราะยังไม่มีการเปิดตัวรุ่นพวงมาลัยขวาในตลาดโลก ถือว่าเมืองไทยเอามาโชว์ตัวเร็วมาก ตัวรถมีการเปลี่ยนโฉมใหม่หมดจดรอบคันโดยมีดีไซน์ที่ผสมผสานระหว่างรถสปอร์ตของค่ายอย่าง 911 รวมทั้งภายในห้องโดยสารที่ดูหรูล้ำ 

รุ่นที่นำมาโชว์คือ Cayenne S ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเบนซิน 2.9 ลิตรทวินเทอร์โบ V6 กำลังสูงสุด 440 แรงม้าที่ 5,700-6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 550 นิวตัน-เมตรที่ 1,800-5,500 รอบ/นาที มากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดแบบ Torque Converter ราคาค่าตัวอยู่ที่ 11,400,000 บาท
* Porsche Panamera 4 e-Hybrid Executive รุ่นฐานล้อยาว และ Panamera 4 e-Hybrid Sport Turismo ที่มากับดีไซน์ด้านท้ายเหมือนรถแวกอน และปรับเบาะหลังให้นั่งได้ 3 คน ทั้งสองคันนี้ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเบนซิน 2.9 ลิตรทวินเทอร์โบ V6 กำลังสูงสุด 462 แรงม้าที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตรที่ 1,100-4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดแบบ Torque Converter ราคาค่าตัวเท่ากัน 9,500,000 บาท

  นอกเหนือจากนี้ยังมีรุ่นอื่นๆอย่าง 718 Boxster , 718 Cayman , 911 และ Macan มาโชว์ภายในงานด้วย

Rolls-Royce
  ค่ายอัครมหายานยนต์หรูไม่มีรถรุ่นใหม่มาเปิดตัว แต่ก็ได้นำบรรดารถในค่ายมีจอดให้ผู้ชมงานมาถ่ายรูปเก็บได้ตามสบาย

Subaru
  ค่ายดาวลูกไก่มีดาวเด่นเลยคือ Subaru XV โฉมใหม่ล่าสุด ที่มีการเปลี่ยนโฉมใหม่หมดจดให้มีความทันสมัยและตกแต่งภายในให้มีความหรูหราสมราคามากยิ่งขึ้นไปอีก    หลายคนเห็นรูปร่างหน้าตาที่ไม่ต่างจากเดิมมาก ขอแจ้งว่างานนี้ไม่ใช้การ Big Minor Change แต่อย่างใด เพราะเขาเปลี่ยนโฉมใหม่แทบทั้งดุ้น โดย Subaru XV โฉมล่าสุดนั้นสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มใหม่ที่ชื่อว่า Subaru Global Platform ซึ่งมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น การขับขี่ที่สบาย นุ่มนวลและคล่องตัวมากขึ้น   สำหรับขุมพลังนั้นยังคงเรียกใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตรเจ้าเดิมที่ได้รับการปรับปรุงชิ้นส่วนกว่า 80% มากับพละกำลัง 156 แรงม้า แรงบิด 196 นิวตันเมตร โดยตัวเครื่องมีน้ำหนักเบากว่าเดิม 12 กิโลกรัม ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT Lineartronic พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ มีจำหน่าย 2 รุ่นย่อย ได่แก่ 2.0 i ราคา 1,159,000 บาท และ 2.0 i-P ราคา 1,259,000 บาท

Suzuki
   ค่ายนี้ยังคงไม่มีรถหน้าใหม่มาขาย ถ้าจะรอ Swift โฉมใหม่ก็รอไปเลยปีหน้า แต่ในปีนี้ก็มีการปรับอุปกรณ์ให้กับ Suzuki Ciaz โดยการเพิ่มระบบปรับอากาศตอนหลังให้ โดยเพิ่มมาในรุ่น GLX และ RS เท่านั้นส่วนรุ่นอื่นก็ยังเหมือนเดิม นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มช่องจ่ายไฟสำรองขนาด 12V มาให้บริเวณด้านหลัง ซึ่งก็มีมาให้แค่รุ่น GLX และ RS เช่นเดียวกัน เครื่องยนต์ยังคงใช้เครื่องเบนซิน 1.25 ลิตรแบบเดียวกับ Swift มากับพละกำลัง 91 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 118 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และ เกียร์อัตโนมัติ CVT สำหรับระบบความปลอดภัยพื้นฐานก็มี ระบบเบรก ABS EBD BA ถุงลมนิรภัยคู่หน้า (ยังคงไม่มีระบบควบคุมการทรงตัวมาให้)
  Suzuki Ciaz MY2018 ยังคงราคาเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง โดยมีราคาดังนี้
- GA 5MT ราคา 484,000 บาท
- GL 5MT ราคา 523,000 บาท
- GL CVT ราคา 559,000 บาท
- GLX CVT ราคา 625,000 บาท
- RS CVT ราคา 675,000 บาท 

Tata
  ค่าย Tata ยังคงมีกระบะ Xenon หน้าเดิมขายและยังไม่มีรุ่นใหม่ๆเปิดตัว

Toyota
   ค่ายรถยักษ์ใหญ่สามห่วงมีรถที่เป็นพระเอกของงานเลยก็คือ Toyota C-HR รถครอสโอเวอร์ B-SUV คู่แข่ง Honda HR-V , Mazda CX-3 และอีกหลากรุ่น เข้ามาโชว์ยั่วน้ำลายลูกค้าและยังเปิดจองสิทธิ์ให้กับลูกค้าก่อนการเปิดตัวจะมีขึ้นต้นปีหน้า เบื้องต้นจะมีขุมพลังให้เลือก 2 แบบ คือ
- เครื่องยนต์เบนซิน 2ZR-FBE 4 สูบแถวเรียง 1.8 ลิตร พละกำลัง 141 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 177 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT
- เครื่องยนต์เบนซิน 2ZR-FXE DOHC 4 สูบแถวเรียง Atkinson cycle  1.8 ลิตร พละกำลังสูงสุด 98 แรงม้าที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 3,600 รอบ/นาที  ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 72 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 163 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่แบบนิกเกิลเมทัลไฮไดรต์ รวมกำลังทั้งระบบ 122 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ E-CVT
และจะมีทางเลือก 4 รุ่นย่อย (ยังไม่มีชื่อรุ่นย่อยทางการ)
- 1.8 Entry ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท (ประมาณ 9 แสนบาท)
- 1.8 Mid บวกจากรุ่นเริ่มต้นไม่เกิน 20,000 บาท
- HV Mid ราคาประมาณ 1.05 ล้านบาท
- HV High ราคาไม่เกิน 1.2 ล้านบาท

  แต่อีกไฮไลต์สำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ Toyota Hilux Revo Minor Change ที่มีการปรับหน้าตาใหม่ให้ดูแข็งแกร่งขึ้นในเฉพาะตัวยกสูง ส่วนตัวเตี้ยยังคงหน้าเดิมอยู่ และมีการแนะนำรุ่นตกแต่งพิเศษ Rocco มาเป็นทางเลือกเพิ่มเติม ขุมพลังก็เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง มีราคาจำหน่ายดังนี้
รุ่น Standard Cab ราคา 523,000-675,000 บาท
รุ่น Smart Cab ราคา 579,000-953,000 บาท
รุ่น Double Cab ราคา 679,000-1,189,000 บาท

  นอกจากนี้ยังมีรุ่นอื่นๆมาจัดแสดงครบ ไม่ว่าจะเป็น Toyota Yaris ATIV , Yaris , Vios , Corolla Altis , Camry ฯลฯ

Volvo
  ปิดท้ายด้วยค่ายรถหรูสวีเดน ที่มีการเปิดตัว Volvo XC60 โฉมใหม่ล่าสุด มาพร้อมกับรูปโฉมที่ดูสวยงามทันสมัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ได้กลิ่นอายมาจาก XC90 และ S90 ที่เปิดตัวก่อนหน้านี้ ทำตลาดด้วย 2 ขุมพลังได้แก่
- D4 เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตรเทอร์โบคู่ Twin Turbo พละกำลัง 190 แรงม้าที่ 4,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,750 – 2,500 รอบ/นาที  ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ All-Wheel Drive
- T8 เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร Turbocharged และ Supercharged พละกำลังสูงสุด 320 แรงม้า ที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิด 440 นิวตันเมตร ผสานการทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 117 แรงม้า แรงบิด 240 นิวตันเมตร รวมกำลังทั้งระบบ 407 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 640 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดพร้อมระบบ Plug-in Hybrid 
วางขายทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่
 D4 Momentum AWD ราคา 3,090,000 บาท
 T8 Plug-in Hybrid Momentum AWD ราคา 3,290,000 บาท
 T8 Plug-in Hybrid R-Design AWD ราคา 3,590,000 บาท
นอกนั้นก็จะมีรุ่นอื่นๆมาแสดงครบถ้วน

  และนี่ก็คือไฮไลต์สำคัญของรถแต่ละค่ายภายในงาน Motor Expo ในปีนี้ ก็หวังว่าคนที่ไปมาแล้วน่าจะรู้สึกสนุกกับการเดินชมรถรุ่นใหม่ๆไม่น้อย ส่วนใครที่พลาดในต้นปีหน้ายังมีงาน Bangkok Motor Show 2018 รอท่านอยู่ในช่วงเดือนมีนาคมครับ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง